เพลงใหม่ Y2Z กับคอนเซ็ปต์ปีศาจอสูร ดึง “พาขวัญ BNK48″ ร่วมเล่น MV
คัมแบ็คกลับมาให้หายคิดถึงกันแล้วสำหรับวง “Y2Z …
คัมแบ็คกลับมาให้หายคิดถึงกันแล้วสำหรับวง “Y2Z …
ล้านวิวแตก!! เพลงใหม่ล่าสุด “RIZZ ME UP Feat. …
ชูจุดเด่นมัดใจลูกค้าด้วย เบียร์ อาหาร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ และบริการ ตั้งเป้าปี 2568 ทำรายได้ทะลุ 1,000 ล้านบาท

“โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง” Microbrewery แห่งแรกของประเทศไทย จุดหมายปลายทางด้านอาหาร เครื่องดื่ม และความบันเทิงของกรุงเทพฯ ตอกย้ำความเป็นที่หนึ่งในใจของคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ด้วยการก้าวสู่ปีที่ 27 อย่างมั่นคงและแข็งแรง ชูจุดเด่น 4 ยุทธศาสตร์หลัก เบียร์ อาหาร เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ และบริการ จนสามารถยืนหยัดในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 26 ปี เป็นหนึ่งในธุรกิจที่สนับสนุน Gastronomy Tourism ของประเทศไทยให้แข็งแกร่ง พร้อมเปิดทศวรรษใหม่ด้วยเป้าหมายใหญ่ มุ่งสู่การเป็น Entertainment Lifestyle Destination ที่ครองใจทั้งชาวไทยและต่างชาติ คาดทำรายได้ทะยานสู่ 1,000 ล้านบาทภายในปีนี้

ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดของธุรกิจร้านอาหารที่ต่างหันมานำเสนอ “ประสบการณ์พิเศษ” เพื่อครองใจลูกค้า “โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง” ยังคงยืนหนึ่งเป็นผู้นำธุรกิจร้านอาหารและไลฟ์สไตล์ครบวงจรในกรุงเทพฯ ชนิดที่เรียกได้ว่าแทบจะไร้คู่แข่งในสมรภูมิเดียวกัน ด้วยการยึดมั่นในการผสมผสานคุณภาพเบียร์ อาหาร และความบันเทิง เข้าด้วยกันอย่างลงตัว นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกบนถนนพระราม 3 เมื่อเดือนกันยายน ปี 2542 ก่อนขยายสู่สาขารามอินทราและแจ้งวัฒนะ โดยปัจจุบันทั้ง 3 สาขา สามารถรองรับลูกค้าได้กว่า 5,000 ที่นั่ง พร้อมให้บริการโดยทีมพนักงานมืออาชีพเกือบ 1,000 คน เพื่อส่งมอบประสบการณ์ด้านรสชาติและความบันเทิงที่สมบูรณ์แบบให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้งครอบครัว คนทำงาน ไปจนถึงชาวต่างชาติที่พำนักในกรุงเทพฯ ซึ่งที่ผ่านมามีลูกค้าใช้บริการในแต่ละปีรวม 3 สาขา กว่า 8.5 แสนคน และมียอดจำหน่ายเบียร์สดกว่า 900,000 ลิตร หรือมากถึง 1.8 ล้านแก้วต่อปี ทำยอดขายรวมปีละกว่า 900 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ยราว 10% สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมของผู้บริโภคที่ยังคงเชื่อมั่นและไว้ใจในมาตรฐานของโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงอย่างต่อเนื่อง
โดยตลอดระยะเวลาเกือบสามทศวรรษ โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการร้านอาหารและธุรกิจเครื่องดื่มในประเทศไทยในฐานะ Microbrewery แห่งแรกของไทย ที่ผสมผสานคุณภาพเบียร์สดสูตรดั้งเดิมจากเยอรมนีเข้ากับรสชาติอาหารที่ถูกปากคนไทย และประสบการณ์ความบันเทิงระดับเวิลด์คลาส จนกลายเป็น Lifestyle Destination ที่ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักและจดจำ โดยเบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจคือ 4 ยุทธศาสตร์หลักที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงให้ความสำคัญมาตลอด
“เบียร์” คุณภาพที่สร้างสรรค์และควบคุมการผลิตโดย Brewmaster จากประเทศต้นตำรับ
ขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเบียร์ คุณภาพและรสชาติของเบียร์ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงได้บริวมาสเตอร์ (Brewmaster) ชาวเยอรมัน ประเทศต้นตำรับของการผลิตเบียร์ มร.โยเค่น นอยเฮาส์ (Mr.Jochen Neuhous) มาร่วมสร้างสรรค์รสชาติจนได้มาตรฐานและถูกปากคนไทย ทั้งเบียร์ลาเกอร์ (Lager Beer) เบียร์ดุงเกล (Dunkel Beer) เบียร์ไวเซ่น (Weizen Beer) ก่อนจะเพิ่มเติมอีก 2 ชนิดคือ เบียร์โรเซ่ (Rosè Beer) และ IPA (India Pale Ale) เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภครุ่นใหม่ โดย มร.โยเค่น นอยเฮาส์ เป็นผู้ควบคุมการผลิตเบียร์ทุกชนิดตั้งแต่เปิดให้บริการครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน เพื่อการันตีคุณภาพและมาตรฐานรสชาติให้คงเดิมไม่ผิดเพี้ยน
ล่าสุดในปี 2565 ทางโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงได้ลงทุนเพิ่มหม้อต้มเบียร์ ตลอดจนถังหมัก ถังบ่ม เครื่องจักร อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง จากประเทศเยอรมนี และปรับพื้นที่เปิดมุมเบียร์ “Brewmaster” เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มนักดื่มเบียร์รุ่นใหม่ ด้วยเงินลงทุน 10 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังได้ มร.ไซมอน บาร์ทแมนน์ (Mr.Simon Bartmann) บริวมาสเตอร์ชาวเยอรมัน ผู้เชี่ยวชาญด้านคราฟต์เบียร์ (Craft Beer) มาร่วมสร้างสรรค์และดูแลการผลิตคราฟต์เบียร์เพื่อตอบสนองต่อตลาดซึ่งกำลังได้รับความนิยม โดยได้เพิ่มเบียร์ชนิดใหม่อีก 5 รสชาติ นอกเหนือจากเบียร์ดั้งเดิม 4 ชนิดของโรงเบียร์ และยังจัดให้มีกิจกรรม Brewery Tour ให้ผู้สนใจสามารถเข้าชมขั้นต่อการผลิตเบียร์ตามมาตรฐานแท้ ๆ ของโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี จนสามารถเพิ่มยอดขายเบียร์สด และขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ทั้งชาวไทยและต่างชาติไปพร้อมกัน
“อาหาร” อร่อยและหลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม

อาหารคืออีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ซึ่งนอกจากเมนูซิกเนเจอร์ อย่างขาหมูทอดตะวันแดง ปลากะพงทอดน้ำปลา กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา เกาเหลาเย็นตาโฟ ส้มตำไหลบัว ฯลฯ ทางโรงเบียร์ฯ ยังมีแผนกพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development: PD) ที่สร้างสรรค์เมนูอาหารไทยใหม่ ๆ ออกมานำเสนอทุก 3 เดือน อีกทั้งยังมีครัวกลางเป็นศูนย์กลางในการสั่งซื้อและคัดเลือกวัตถุดิบ รวมถึงผลิตซอส น้ำแกง และน้ำจิ้มต่าง ๆ ส่งไปยังครัวของทุกสาขา เพื่อให้รสชาติอร่อยคงที่ได้มาตรฐาน โดยวัตถุดิบที่ใช้เน้นผลผลิตจากเกษตรกรไทย ทำให้ทุกปีโรงเบียร์ฯ มีส่วนช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทยผ่านการรับซื้อผลผลิตต่าง ๆ เป็นจำนวนมหาศาล ส่งผลให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ กระจายไปยังท้องถิ่นทั่วประเทศ
นอกจากนี้เพื่อตอบรับกระแสความนิยมของกลุ่มคนรุ่นใหม่ โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงยังได้เปิด ยูยาเกะซูชิบาร์ (Yuyake Sushi Bar) ให้บริการอาหารญี่ปุ่นคุณภาพพรีเมียม โดยได้เชฟมากฝีมือชาวญี่ปุ่น มร. ทาคาชิ อิโต (Mr. Takashi Ito) มารังสรรค์เมนูและควบคุมคุณภาพให้ได้รสชาติและมาตรฐานแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ อีกทั้งยังเปิด Japanese Cooking Class ให้ผู้สนใจได้เรียนรู้การทำอาหารญี่ปุ่นสไตล์ต้นตำรับจากเชฟชาวญี่ปุ่นขนานแท้
“เอ็นเตอร์เทนเม้นท์” เน้นความบันเทิงระดับเวิลด์คลาสในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้
กล่าวได้ว่าโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงเป็น Entertainment Hub ที่มอบประสบการณ์ความบันเทิงในแบบที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น โดยเป็นผลงานการออกแบบและสร้างสรรค์โน๊ตดนตรีของ อาจารย์บรูซ แกสตัน (Mr.Bruce Gaston) นักดนตรี นักแต่งเพลง และนักเรียบเรียงเสียงประสาน จากวงฟองน้ำ ชาวต่างชาติคนแรกที่ได้รับรางวัลศิลปาธรกิตติคุณ สาขาคีตศิลป์ ประจำปี 2552 โดยอาจารย์บรูซ แกสตัน ได้เคยทำหน้าที่เป็น Entertainment Director ให้กับโรงเบียร์ฯ มาตั้งแต่ปีแรกที่ก่อตั้ง นับเป็นบุคคลสำคัญผู้วางรากฐานความบันเทิงให้โชว์ของโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงมีความอลังการและเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ ซึ่งถูกสืบสาน ต่อยอด และพัฒนารูปแบบเรื่อยมาตามสมัยนิยม จนปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาเพิ่มสีสันให้โชว์มีความวิจิตร ตระการตา และน่าสนใจมากขึ้น เพื่อมอบความสุขและความสนุกให้กับลูกค้า ที่พิเศษคือทุกเดือนจะเสริมทัพด้วยการจัดคอนเสิร์ตศิลปินดัง เปิดเวทีให้เป็นจุดนัดพบของศิลปินชั้นนำเกือบทุกแนวเพลงของไทย เพื่อดึงลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เป็นแฟนคลับของศิลปินให้เข้าถึงและรู้จักโรงเบียร์มากขึ้น โดยปัจจุบันบัตรคอนเสิร์ตของโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงจำหน่ายในราคาเพียง 200-300 บาทเท่านั้น
นอกจากนี้ทางโรงเบียร์ยังมีการจัดคอนเสิร์ตการกุศลบ่อยครั้ง เพื่อช่วยเหลือสังคมในด้านต่าง ๆ อาทิ คอนเสิร์ต “All of Friends กอดไทยด้วยเสียงเพลง” เพื่อสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือและผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ไทย-กัมพูชา, ร่วมกับสมาคมอุทยานแห่งชาติจัดคอนเสิร์ต “เพื่อผู้พิทักษ์ป่าและคืนผืนป่า” สมทบกองทุนเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและกองทุนคืนฟื้นฟูป่า, คอนเสิร์ต “เพื่อน! ไม่ทิ้งเพื่อน” เพื่อระดมทุนช่วยเหลือศิลปินที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพและอื่น ๆ เป็นต้น
“การบริการ” ที่พร้อมจะมอบความประทับใจอย่างถึงที่สุด
ยุทธศาสตร์สุดท้ายคือ “การบริการ” ที่ยอดเยี่ยมจนสร้างความประทับใจและเป็นที่จดจำของลูกค้า ด้วยประสบการณ์ตลอด 26 ปีของการทำธุรกิจ ทำให้โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงสะสมองค์ความรู้จนสามารถพัฒนายุทธศาสตร์ให้ครองใจลูกค้าและยืนหยัดอยู่ในธุรกิจได้อย่างสง่างาม ไม่เพียงมีการจัดทำหลักสูตรอบรมและเรียนรู้แก่พนักงาน เพื่อสร้าความรู้สึกอบอุ่น สนุกสนาน และเป็นกันเองให้กับลูกค้า โรงเบียร์ฯ ยังใส่ใจในรายละเอียดต่าง ๆ อย่างรอบด้าน อาทิ การกำหนดมาตรฐานการเสิร์ฟอาหารอย่ารวดเร็วภายในเวลาไม่เกิน 10 นาที และ 20 นาทีสำหรับอาหารประเภทปลาสด รวมถึงการใช้ระบบ POS (Point of Sale) ในการควบคุมการสั่งอาหาร โดยมีคำสั่งพิเศษมากกว่า 35 คำสั่ง เช่น เผ็ดน้อย ไม่หวาน ไม่เปรี้ยว ฯลฯ และที่มากไปกว่านั้นคือ ในห้องน้ำทุกสาขามีการติดตั้งอ่างสำหรับอาเจียนไว้ทั้งห้องน้ำชายและหญิง ตลอดจนดูแลความแห้ง สะอาด ซึ่งเป็นจุดอ่อนของร้านอาหารทั่วไป เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้านักดื่ม โดยเป็นมาตรฐานหนึ่งที่ทางโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงยังคงรักษาไว้ตั้งแต่แรกจนถึงวันนี้
ไม่เพียงแค่นั้น เพื่อมอบความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์สูงสุดให้แก่ลูกค้าประจำ โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงยังจัดให้มีระบบสมาชิกพร้อมสิทธิพิเศษมากมาย อาทิ ส่วนลดค่าอาหารและเครื่องดื่ม 15%, ส่วนลด 20% สำหรับจัดงานฉลองวันเกิด, ส่วนลดสินค้าที่ระลึกใน Souvenir Shop 15% และรับของสมนาคุณที่จัดทำขึ้นเพื่อสมาชิกโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีระบบสะสมแต้ม รับของรางวัลสุดพิเศษ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าทุกครั้งที่มาใช้บริการในโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง
ทั้ง 4 ยุทธศาสตร์นี้ไม่เพียงส่งเสริมให้โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการสังสรรค์ ความสุข และความบันเทิงที่ไม่เหมือนใคร ยังเป็นโมเดลธุรกิจร้านอาหารและไลฟ์สไตล์ครบวงจรที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทย รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ของประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างผลกำไรและการเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจ โดยปี 2568 นี้ โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงตั้งเป้าหมายที่จะทำรายได้ให้ถึง 1,000 ล้านบาท และเดินหน้าสู่การเป็น Entertainment Lifestyle Destination ที่ครองใจทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในอนาคต
กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย – เตรียมระเบิดพลังแ …
ส่งต่อโอกาสทางการศึกษา เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนข …
พิธีมอบ “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” ประจำปี 2568
ครบรอบ 35 ปี มอบทุนนักศึกษาพยาบาลรวม 11,144 ทุน
มูลนิธิกองทุนการกุศลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ บี.กริม จัดพิธีมอบ “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” ประจำปี 2568 แก่นักศึกษาพยาบาล 1,080 ทุน รวม 35 ปี มอบทุนไปแล้ว 11,144 ทุน เดินหน้าจัดอบรม “โครงการค่ายตามรอยสมเด็จย่า” รุ่นที่ 7 พัฒนานักศึกษาพยาบาลรุ่นใหม่ สืบทอดเจตนารมณ์ ตามรอยสมเด็จย่า
คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รองประธานมูลนิธิกองทุนการกุศลสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นประธานในพิธีมอบ “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” ประจำปี 2568 ให้แก่นักศึกษาพยาบาลผู้ได้รับทุนจำนวน 1,080 คนน พร้อมกล่าวแสดงความยินดีกับนักศึกษาพยาบาลทุกคนที่ได้รับทุน ณ หอประชุมดอกรัก วิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนี จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 พิธีมอบทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90 จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนทุนแก่นักศึกษาพยาบาลที่มีผลการเรียนดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อส่งเสริมให้มีกำลังใจในการเรียนให้จบหลักสูตรและนำความรู้ไปประกอบอาชีพพยาบาลต่อไป
โดยปีนี้“ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” จำนวน 1,080 ทุน ได้มอบให้แก่นักศึกษาพยาบาลจาก วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี 30 แห่งทั่วประเทศ เป็นจำนวน 840 ทุน วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก จำนวน 80 ทุน วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ จำนวน 80 ทุน วิทยาลัยพยาบาลทหารอากาศ จำนวน 40 ทุน และวิทยาลัยพยาบาลตำรวจ จำนวน 40 ทุน นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอีก 8 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านลาดเรือ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 4 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ 2 โรงเรียนมัธยมพระราชทานนายาวโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนชมรม 9 สมาคมจีนแห่งประเทศไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย และ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา(บ้านหม่องกั๊วะ)
พร้อมกันนี้ มูลนิธิฯ ยังมีการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาที่จะออกไปปฏิบัติงานเมื่อจบการศึกษา โดยร่วมกับ บี.กริม จัดอบรม “ค่ายตามรอยสมเด็จย่า” รุ่นที่ 7 สำหรับกลุ่มนักศึกษาพยาบาล ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีที่ได้รับ ”ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” จำนวน 120 คน เมื่อวันที่ 14 – 16 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์สัมมนาและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จังหวัดนนทบุรี เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตลอดจนการทัศนศึกษาสถานที่สำคัญ เช่น อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พิพิธภัณฑ์ศิริราชพิมุขสถาน พิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช และวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร โดยมีเป้าหมายเพื่อให้นักศึกษาทุนพยาบาล มีความรู้ความเข้าใจในแนวคิดและแนวปฏิบัติตามอุดมการณ์การพยาบาลของสมเด็จย่า มีความรักและความภาคภูมิใจในวิชาชีพการพยาบาล และยึดมั่นวิชาชีพพยาบาลตามรอยสมเด็จย่า โดยปัจจุบันมีนักศึกษาเข้ารับการอบรม “ค่ายตามรอยสมเด็จย่า” แล้วจำนวน 603 คน
นอกจากการมอบทุนการศึกษาแล้ว มูลนิธิฯ ยังได้สนับสนุนองค์กรการกุศลที่อยู่ในพระราชูปถัมภ์ของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยให้เงินอุดหนุนเป็นประจำทุกปีแก่มูลนิธิสงเคราะห์ตำรวจตระเวนชายแดน มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ มูลนิธิชีวิตใหม่ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ มูลนิธิสิริวัฒนาเชสเฃียร์ และสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี เป็นต้น และยังได้สนับสนุนการดำเนินโครงการพัฒนาการสุขศาลาพระราชทาน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อจัดหาครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นเร่งด่วนในการช่วยเหลือ ดูแลรักษาด้านสุขภาพอนามัยขั้นพื้นฐานของเด็กนักเรียนและประชาชน ในสุขศาลาพระราชทานอีก จำนวน 24 แห่ง ในชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามแนวชายแดน
มูลนิธิฯได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักศึกษาพยาบาลที่เรียนดีภายใต้ชื่อ “ทุนการศึกษาสมเด็จย่า 90” โดยเป็นทุนต่อเนื่องสำหรับการศึกษาตั้งแต่ปี 1 จนจบหลักสูตร 4 ปี โดยพิจารณาคัดเลือกนักศึกษาพยาบาลที่เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อย อยู่ในกฎและระเบียบของวิทยาลัย และขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยผู้ได้รับทุนไม่มีภาระผูกพันที่ต้องใช้เงินทุนคืน ตั้งแต่ปี 2533 ในวโรกาสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเจริญพระชนม์ 90 พรรษา และเพื่อเฉลิมพระเกียรติคุณ ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลอันมหาศาลต่อปวงชนชาวไทย และสาธารณสุข จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 35 ปี
United Airlines หวนคืนน่านฟ้าไทยในรอบ 11 ปี ห …
ตุลาคม 2568 – กรุงเทพฯ ประเทศไทย: หลังจากที่ป …
เปิดตัวโครงการ “Shama Sukhumvit 101” ชูจุดแข็งด้านการบริหารและบริการ พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) บริษัทชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านการบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ต เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ และที่พักอาศัยระดับหรู เดินหน้ารุกตลาดเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในประเทศไทย ด้วยการประกาศความร่วมมือกับ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (Sena Development Public Company Limited) พัฒนาเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ภายใต้แบรนด์ Shama (ชามา) ในทำเลศักยภาพของกรุงเทพมหานคร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้พักอาศัยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำร่องด้วยโครงการ “ชามา สุขุมวิท 101” (Shama Sukhumvit 101) เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์บนทำเลศักยภาพย่านสุขุมวิท รายล้อมด้วยโครงการ Mixed-use ชั้นนำ สำนักงาน ร้านค้า ร้านอาหาร และแหล่งไลฟ์สไตล์ครบครัน พร้อมมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สะดวกสบาย มีคุณภาพ และให้ความรู้สึกอบอุ่นเสมือนอยู่บ้านที่คุ้นเคย รองรับผู้เข้าพักระยะยาว โดยจะเปิดให้บริการตั้งแต่ มกราคม 2569 เป็นต้นไป
โดย ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป และ บริษัท เสนา เอชเอชพี 6 จำกัด (บริษัทร่วมทุนระหว่างเสนา ดีเวลลอปเม้นท์ และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์จากญี่ปุ่น ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้) ได้ลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการในการปรับปรุงห้องพักจำนวน 86 ห้องในโครงการ “ปีติ สุขุมวิท 101” (Piti Sukhumvit 101) หนึ่งในโครงการศักยภาพจาก SENA Development ให้เป็นเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ “ชามา สุขุมวิท 101” (Shama Sukhumvit 101) ด้วยการออกแบบร่วมสมัยที่เปี่ยมสไตล์ ผสานกับมาตรฐานการบริหารจัดการและการบริการระดับสากลของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป “ชามา สุขุมวิท 101” จึงถูกวางตำแหน่งให้เป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของคนเมืองอย่างแท้จริง ไม่เพียงมอบความสะดวกสบายเสมือนบ้าน แต่ยังสอดรับกับไลฟ์สไตล์ปัจจุบันของผู้พักอาศัยในทุกมิติ

นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของ ออนิกซ์ฯ ในการขยายธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในประเทศไทย โดยเฉพาะในทำเลศักยภาพของกรุงเทพมหานคร เช่น ย่านสุขุมวิท ซึ่งมีความต้องการที่พักระยะยาวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากผู้พักอาศัยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดย ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เล็งเห็นว่าสุขุมวิท 101 เป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง พร้อมด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อเข้าสู่ใจกลางเมือง รายล้อมด้วยศูนย์ธุรกิจ อาคารสำนักงาน สถาบันการศึกษา และศูนย์โลจิสติกส์ระดับภูมิภาค มีความต้องการที่พักอาศัยจากนักธุรกิจและครอบครัวชาวต่างชาติค่อนข้างสูง จึงเหมาะสมอย่างยิ่งต่อการพัฒนาโครงการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์
“ชามา สุขุมวิท 101 ไม่เพียงสะท้อนถึงการเติบโตของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในตลาดประเทศไทย ยังตอกย้ำถึงคำสัญญาของแบรนด์ชามา ที่มุ่งมั่นจะมอบประสบการณ์การพักในเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่มีสไตล์ ร่วมสมัย โดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้ง และมาตรฐานการบริการระดับสากล เพื่อให้ชามาเป็นมากกว่าที่พักอาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่สะดวกสบายและอบอุ่นเสมือนบ้าน โดยความร่วมมือครั้งนี้ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ได้รับความไว้วางใจจาก บริษัท เสนา เอชเอชพี 6 จำกัด ให้บริหารจัดการโครงการอย่างครบวงจร ทั้งการยกระดับคุณภาพบริการและประสบการณ์ของผู้พักอาศัย การวางระบบการตลาด การขาย และการดำเนินงาน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของออนิกซ์ฯ ตลอดจนการจัดการงานด้าน บุคลากร, การอบรม, ระบบการบริหารจัดการรายได้ และเทคโนโลยีสนับสนุน เพื่อให้ ชามา สุขุมวิท 101 เป็นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์พรีเมียมมาตรฐานสากลที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าอย่างแท้จริง” นายยุทธชัยกล่าว
ด้าน ผศ. ดร. เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากความตั้งใจร่วมกันของ บริษัท เสนา เอชเอชพี 6 จำกัด และ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในการยกระดับโครงการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ภายใต้แบรนด์ชามา (Shama) ให้มีมาตรฐานการบริหารจัดการและการให้บริการในระดับสากล ซึ่งด้วยความเชี่ยวชาญในธุรกิจ และความสำเร็จซึ่งเป็นที่ประจักษ์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในฐานะผู้นำด้านการบริหารโรงแรม รีสอร์ต และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ทำให้เราเชื่อมั่นว่า ภายใต้การบริหารจัดการของออนิกซ์ฯ ชามา สุขุมวิท 101 (Shama Sukhumvit 101) จะเป็นหนึ่งในโครงการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่เข้าไปอยู่ในใจของกลุ่มลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าชาวไทย นักธุรกิจชาวต่างชาติ หรือครอบครัวที่มองหาบ้านหลังที่สองก็ตาม ได้อย่างแน่นอน”
สำหรับเสนา (SENA) ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนจุดยืนขององค์กรในฐานะผู้นำด้านการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน (Sustainable Living Leader) ในการมุ่งพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด SENA Low Carbon เพื่อส่งเสริมการใช้ชีวิตที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม เพียงแค่ใช้ชีวิตในโครงการของเสนา พร้อมกันนี้ยังสร้างคุณค่าการอยู่อาศัยที่ครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
โครงการนี้ได้รับการพัฒนาภายใน “ปีติ สุขุมวิท 101” หนึ่งในคอนโดมิเนียมแบรนด์ระดับพรีเมียมของเสนา โดดเด่นด้วยการออกแบบที่พิถีพิถันในทุกมิติ ทั้งด้าน ดีไซน์ ฟังก์ชัน สเปก และสิ่งอำนวยความสะดวก ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าระดับ Executive อย่างแท้จริง พร้อมมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุดในพื้นที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ยังผสานแนวคิด Low Carbon Living ที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย และดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันในทุกวัน
เสนา (SENA) ยังคงยืนหยัดในแนวทาง Lifelong Trusted Partner ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้สูงสุดในทุกช่วงชีวิตของลูกค้า เพราะเราไม่ได้พัฒนาแค่ “ที่อยู่อาศัย” แต่พัฒนา “คุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ” เพื่อให้ลูกบ้าน ลูกค้า คู่ค้า พนักงาน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนตลอดไป
ทั้งนี้ โครงการ ชามา สุขุมวิท 101 ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูงในย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์ของกรุงเทพฯ ใกล้ BTS ปุณณวิถี และบางจาก รายล้อมด้วยศูนย์ธุรกิจและอาคารสำนักงานชั้นนำ อาทิ True Digital Park ศูนย์กลางเทคโนโลยีและสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, M Tower, สำนักงานใหญ่ของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), BHIRAJ TOWER at BITEC อาคารสำนักงานเกรดพรีเมียมเชื่อมต่อกับศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) ฯลฯ นอกจากนี้ยังใกล้สถาบันการศึกษาอย่าง Anglo Singapore International School และ Wells International School ทั้งยังไม่ไกลจากเขตอุตสาหกรรมและศูนย์โลจิสติกส์สำคัญ อย่างนิคมอุตสาหกรรมบางพลี, WHA Mega Logistics Center, Frasers Property Logistics Park
โดยเป็นโครงการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ จำนวน 86 ยูนิต โดยแต่ละยูนิตมีพื้นที่ใช้สอย มากกว่า 40 ตารางเมตร ไปจนถึงกว่า 60 ตารางเมตร ทุกยูนิตตกแต่งอย่างมีสไตล์ตามมาตรฐานการออกแบบร่วมสมัย ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ฟิตเนส สระว่ายน้ำ ห้องปฐมพยาบาล EV Charger ที่จอดรถอัตโนมัติ พร้อมด้วยบริการอันเป็นเอกลักษณ์ของชามา (Shama) ซึ่งรวมถึง “ชามา โซเชียล คลับ (Shama Social Club)” ไลฟ์สไตล์โปรแกรมที่คัดสรรกิจกรรมมาอย่างดีเพื่อเชื่อมโยงและสร้างความสัมพันธ์ ความคุ้นเคย และความเป็นส่วนหนึ่งระหว่างผู้เข้าพักกับย่านที่พักอาศัย เสริมสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่จะหลอมรวมไลฟ์สไตล์ของผู้เข้าพักเข้าไว้ด้วยกัน สิ่งนี้จึงเป็นแนวคิดสำคัญของแบรนด์ชามา เพื่อมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยคุณภาพสูงสำหรับทั้งผู้เข้าพักระยะสั้นและระยะยาว
นับได้ว่า ชามา สุขุมวิท 101 เป็นอีกหนึ่งโครงการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ภายใต้การบริหารของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ที่มีความโดดเด่นอย่างรอบด้าน เหมาะสำหรับนักธุรกิจและผู้บริหาร ครอบครัวชาวต่างชาติ รวมถึงกลุ่มนักเดินทางเพื่อธุรกิจระยะยาว ผู้มองหาการพักอาศัยระดับพรีเมียมในใจกลางเมือง ทั้งนี้ การประกาศความร่วมมือกับ บริษัท เสนา เอชเอชพี 6 จำกัด ในครั้งนี้ นับเป็นการเสริมความแข็งแกร่ง เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป สามารถขยายธุรกิจในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็วและมั่นคงยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำตลาดเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในภูมิภาคอย่างเต็มกำลัง ภายใต้วิสัยทัศน์ในการเป็น บริษัทบริหารจัดการธุรกิจบริการขนาดกลางที่ดีที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้