ปิ้งย่างสไตล์ใหม่ Ant Cave BBQ พร้อมเสิร์ฟแล้วในไทย!
🔥 เปิดประสบการณ์ใหม่กับ Ant Cave BBQ! ปิ้งย่า …
🔥 เปิดประสบการณ์ใหม่กับ Ant Cave BBQ! ปิ้งย่า …
ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศอิซากายะแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ …
หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การทานอาหารจีนสไตล์ …
DIESEL (ดีเซล) แฟชั่นแบรนด์ดังสัญชาติอิตาลี ต …
SILPIN เปิดแบรนด์อย่างเป็นทางการ ถ่ายทอดเสน่ห …
“Tinder®” เปิดตัวอีเวนต์ “หมูกะเทอ Party” ชวนทุกคนมาร่วมรับประทานหมูกระทะและสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ผ่านการพบปะกันในชีวิตจริง ท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลายและกิมมิกภายในงานที่ช่วยสร้างบทสนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ โดย “หมูกะเทอ Party” ถือเป็นกิจกรรมเรือธงสำหรับการเปิดตัวฟีเจอร์ “Events” ของ Tinder ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นจากความเข้าใจว่าผู้คนต้องการพบเจอ “ตัวจริง” ผ่านกิจกรรมที่สะท้อนความสนใจและไลฟ์สไตล์ร่วมกัน
การทำความรู้จักใครสักคนอาจเป็นเรื่องง่ายขึ้นเมื่อได้พบกันในชีวิตจริง “Tinder” จึงชวนทุกคนมาร่วมงาน “หมูกะเทอ Party” อีเวนต์พิเศษที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้นั่งสบตากันที่หน้าเตา พร้อมเพลิดเพลินกับมื้ออาหารท่ามกลางบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ลานจอดรถช้าง ถนนทรงวาด ภายในงานยังมีบูธดีเจที่ช่วย Matching Playlists เพื่อสร้างบรรยากาศและเติมเต็มความสนุกตลอดกิจกรรม โดยผู้เข้าร่วมสามารถชวนเพื่อนมาร่วมงาน หรือเดินทางมาคนเดียวเพื่อเปิดโอกาสให้ได้พบปะและทำความรู้จักเพื่อนใหม่ได้เช่นกัน

กติกาของงาน “หมูกะเทอ Party” กำหนดให้แต่ละโต๊ะรองรับผู้เข้าร่วมได้ 4 คน ผู้ที่มาเป็นกลุ่มสามารถนั่งร่วมโต๊ะกับเพื่อนได้ ส่วนผู้ที่มาคนเดียวจะได้รับการสุ่มหมายเลขโต๊ะ ณ จุดลงทะเบียน เพื่อเปิดโอกาสให้ได้นั่งร่วมโต๊ะและทำความรู้จักเพื่อนใหม่ที่อาจพัฒนาไปสู่ความสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ ในอนาคต
สำหรับผู้ที่อาจรู้สึกเขินอายหรือไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไร Tinder ได้ออกแบบกิมมิกต่างๆ เพื่อช่วยให้การทำความรู้จักกันเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็น “กล่องทิชชู่ชวนคุย” ซึ่งมาพร้อมการ์ดคำถามที่ช่วยสร้างหัวข้อสนทนาระหว่างรอหมูสุก หรือ “ใจสั่งมาให้” ใบสั่งอาหารเมนูพิเศษที่สามารถส่งไปยังโต๊ะอื่น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ส่งสัญญาณและเริ่มต้นทำความรู้จักกับคนที่สนใจ
นอกจากนี้ ยังมีเมนูของหวาน “เจลลี่ใจเหลวเป๋ว” และไอศกรีม “ยักษ์มีคู่จังเยย” สำหรับสั่งไปแบ่งปันกับคนที่รู้สึกถูกใจ ขณะที่ผู้ที่ชื่นชอบการลุ้นและเสี่ยงดวงสามารถร่วมกิจกรรม “Love Lotto สุ่มโปรไฟล์เสี่ยงรัก” ด้วยการสแกนเพื่อสุ่มพบโปรไฟล์ของผู้เข้าร่วมงาน หรือรับรางวัล Tinder Gold สำหรับทดลองใช้งานโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
สำหรับผู้ที่ยังไม่พบคนที่รู้สึกถูกใจภายในงานยังมีบริการรับฝากโปรไฟล์เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้อื่นได้ทำความรู้จัก โดยสามารถถ่ายรูปจากโฟโต้บูธแล้วนำไปติดไว้ที่ “กระทะฝากใจ” ขณะที่ผู้เข้าร่วมซึ่งมาเป็นกลุ่มสามารถถ่ายภาพ “หมู่กระทะ Gang” เพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้อีกด้วย

อีเวนต์ “หมูกะเทอ Party” จะจัดขึ้นทั้งหมดเพียง 11 รอบ โดยวันที่ 18 กันยายน 2569 จัด 1 รอบ เวลา 19.30–21.30 น. ส่วนวันที่ 19–20 และ 25–27 กันยายน 2569 จัดวันละ 2 รอบ ได้แก่ เวลา 17.00–19.00 น. และ 19.30–21.30 น. ผู้ที่สนใจร่วมโต๊ะหมูกระทะกับกลุ่มเพื่อน หรือต้องการเปิดโอกาสให้ตนเองได้พบปะผู้คนใหม่ๆสามารถซื้อบัตรได้โดยตรงผ่าน https://www.ticketmelon.com/Tinder/TinderMooKaTerParty สำหรับสมาชิก Tinder สามารถเลือกแท็บ “Events” ค้นหากิจกรรม “หมูกะเทอ Party” และกด “สนใจ” (Interested) เพื่อดูโปรไฟล์ของสมาชิกที่สนใจเข้าร่วมงานเดียวกันผ่าน Guests List เมื่อเดินทางมาถึงงาน ผู้เข้าร่วมสามารถกด “เช็กอิน” (Check-in) ผ่านแอปฯ โดยสมาชิกที่กดสนใจและเช็กอินภายในงานจะได้รับคูปองสำหรับแลกรับเมนูพิเศษฟรี นอกจากนี้ หลังจบกิจกรรม ผู้เข้าร่วมจะได้รับตรา “เข้าร่วมแล้ว” (Attended) แสดงบนหน้าโปรไฟล์ ซึ่งช่วยให้สมาชิกสังเกตเห็นผู้ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมเดียวกัน และเพิ่มโอกาสในการกด Like และ Match เพื่อสานต่อบทสนทนากับคนที่สนใจภายหลังจบงาน
“หมูกะเทอ Party” ถือเป็นอีเวนต์เรือธงของ Tinder ภายใต้ฟีเจอร์ “Events” ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ซึ่งให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับผู้ที่มีความสนใจร่วมกัน อีกทั้งยังมีแนวโน้มต้องการพบเจอผู้คนในชีวิตจริงมากขึ้น และชื่นชอบการทำความรู้จักและสร้างความสัมพันธ์ผ่านกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก มากกว่าการนัดพบแบบส่วนตัวสองต่อสอง (*)
การพบกันผ่านอีเวนต์ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้พบกับคนที่มี “Vibe” ตรงกัน จากความชื่นชอบในกิจกรรมรูปแบบเดียวกันหรือไลฟ์สไตล์ที่สอดคล้องกัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงเคมีแห่งความสัมพันธ์ที่แท้จริง หรือ “Real Chemistry” ที่ Tinder ต้องการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสฟีเจอร์ “Events” ของ Tinder ไม่ได้มีเพียงกิจกรรมรับประทานหมูกระทะ แต่ยังรวบรวมกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้งานชาวไทย เพื่อให้สามารถเลือกเข้าร่วมได้ตามความสนใจและไลฟ์สไตล์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นรันคลับ เพนต์สีเซรามิก ตีกอล์ฟ พิกเคิลบอล พิลาทิส แช่ไอซ์บาธ ชมภาพยนตร์ เล่นบอร์ดเกม โซเชียลคลับ และคอนเสิร์ตหลากหลายแนวดนตรี โดยผู้ใช้งานฟีเจอร์ต้องผ่านการยืนยันตัวตนว่าเป็นตัวจริงกับในรูปโปรไฟล์

หลังจากเปิดตัวฟีเจอร์ Events ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 จนถึงปัจจุบัน Tinder ได้จัดกิจกรรมให้เข้าร่วมแล้วมากกว่า 25 ครั้ง และได้รับผลตอบรับในเชิงบวก ปัจจุบัน กรุงเทพฯ เป็นเมืองอันดับ 2 ของโลกสำหรับฟีเจอร์ Events บน Tinder เมื่อวัดจากจำนวนผู้เข้าชมหน้ารายละเอียดกิจกรรมต่อวัน สมาชิกชาวไทยยังมีส่วนร่วมกับ Tinder สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก โดย 12% ของผู้เข้าชมหน้ากิจกรรมกดแสดงความสนใจ และอัตราการเช็กอินเข้าร่วมกิจกรรมโดยเฉลี่ยในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 44%
จากผลสำรวจความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่าน Events (**) พบว่า กิจกรรมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดล้วนเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือทำ โดยกิจกรรมแช่น้ำเย็นและฝึกการหายใจเพียงงานเดียวมียอดเข้าชมหน้ากิจกรรมมากกว่า 11,000 ครั้ง นอกจากนี้ กิจกรรมวิ่ง พิกเคิลบอล การฉายภาพยนตร์กลางแจ้ง เวิร์กช็อปปั้นเครื่องปั้นดินเผา และชมรมหนังสือ ก็ได้รับความสนใจอย่างมากเช่นกัน ผู้เข้าร่วมยังระบุว่า ประสบการณ์ดังกล่าวเปลี่ยนมุมมองที่พวกเขามีต่อ Tinder โดย 92% ให้คะแนนกิจกรรมในเชิงบวก 85% ระบุว่าจะเข้าร่วมกิจกรรมอีก และในกลุ่มผู้เข้าร่วมที่ยังไม่ได้ใช้ Tinder มากกว่าครึ่งกล่าวว่า กิจกรรมนี้ทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะเริ่มใช้แอปฯ
ทั้งหมดนี้คือความเคลื่อนไหวของ Tinder ที่มุ่งมั่นที่จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่จริงใจและมีความหมาย สะท้อนความเป็นแพลตฟอร์มหาคู่อันดับ 1 ของโลกที่พร้อมตอบสนองและปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้ใช้งาน
(*) ผลการวิจัยจากรายงาน Thailand Singles Understanding Study ที่ทำการสัมภาษณ์คนโสดชาวไทยวัย 18-39 ปี โดยเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกครั้งละ 90 นาทีทั้งในรูปแบบออนไลน์และพบปะกันต่อหน้า
(**) ผลสำรวจจาก Tinder IRL Thailand – Post-event Survey Topline จัดขึ้นเพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมกิจกรรมผ่านฟีเจอร์ Events ของ Tinder ในประเทศไทย
เกี่ยวกับ Tinder®
Tinder® เปิดตัวในปี 2012 และเปลี่ยนรูปแบบในการพบปะของผู้คนไปอย่างสิ้นเชิง โดยเริ่มต้นจาก Match ครั้งเดียวไปสู่หนึ่งพันล้าน Match ในเวลาเพียงสองปี การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้แสดงให้เห็นว่า Tinder ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในเรื่องของการเชื่อมต่อที่แท้จริง ปัจจุบัน Tinder มีการดาวน์โหลดมากกว่า 630 ล้านครั้ง นำไปสู่การ Match มากกว่า หนึ่งแสนล้านครั้งพร้อมรองรับมากกว่า 60 ภาษา ในมากกว่า 185 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นสถิติที่ไม่มีแอปฯ อื่นใดในหมวดเดียวกันเทียบได้
Tinder, Swipe, โลโก้สัญลักษณ์เปลวไฟ และ It Starts with a Swipe เป็นเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนโดย Tinder LLC.
ถึงคิวเด็กข้างบ้าน!! BOYNEXTDOOR เคาะป …
18 กันยายน 2569, กรุงเทพฯ – บริษัท ซี.พี. แลน …
แม้เวลาจะผ่านพ้นไป แต่ทุกโมเมนต์ความประทับใจของงาน “90’s–2000’s PIANO & i CONCERT : Grammy Songbook” 10 SUPERSTARS 1 PIANO จากทั้งสองรอบการแสดง ยังคงชัดเจนในความทรงจำของผู้ชมนับหมื่นในอิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี และนับล้านบนโซเชียลมีเดีย เพราะนี่คือคอนเสิร์ตครั้งแรกที่เพลงฮิตนับร้อยของ GRAMMY ถูกนำมาถ่ายทอดใหม่ผ่านเสียงร้องของ 10 ศิลปินซูเปอร์สตาร์ ผสมผสานกับเสียงเปียโนสไตล์ PIANO&i ตลอดกว่า 6 ชั่วโมง ได้อย่างลงตัวที่สุด โดยฝีมือผู้จัด IDEA FACT หน่วยงานภายใต้ GMM SHOW และ TrueTone Entertainment ได้ร่วมกันออกแบบโชว์อย่างใส่ใจในทุกขั้นตอน จนกลายเป็นปรากฏการณ์ความสนุกครั้งใหม่ ที่แฟนเพลงยุค 90’s-2000’s ผู้โตมากับ GRAMMY ยกให้เป็นคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดและน่าจดจำที่สุดแห่งปี ด้วยแนวเพลงที่หลากหลาย ครอบคลุมเพลงฮิตทุกยุค ทุกเพลงร้องตามได้แบบกระหึ่ม และเต้นตามได้แบบไม่มีพัก
ไม่ง่ายนักที่ศิลปินซูเปอร์สตาร์เหล่านี้จะมีโอกาสได้เจอกันบนเวทีเดียว แต่เมื่อ 19 และ 20 กันยายนที่ผ่านมา คอนเสิร์ตที่ใครหลายคนอยากดูได้เกิดขึ้นจริง โดยบันทึกหน้าแรกของ Grammy Songbook ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อภาพคีย์เปียโนขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นเต็มพื้นที่เวที พร้อมเสียงตัวโน้ตที่ค่อยๆ บรรเลงต้อนรับผู้ชม โดย “โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร” PIANO MAN หนึ่งเดียวของงาน เป็นสัญญะของการเริ่มต้นคอนเสิร์ตครั้งพิเศษนี้ร่วมกับศิลปินซูเปอร์สตาร์ คริสติน่า อากีล่าร์, ก้อง สหรัถ, ใหม่ เจริญปุระ, นัท มีเรีย, ทาทา ยัง, ตูน BODYSLAM, ปั๊บ POTATO, BANK PREETI และดา เอ็นโดรฟิน อย่างเป็นทางการ
งานนี้เต็มไปด้วยไฮไลต์ที่สร้างความประทับใจแบบ Non-Stop เพราะให้อรรถรสใหม่ที่แตกต่างไปจากการชมคอนเสิร์ต 90’s – 2000’s และ PIANO&i ครั้งไหนๆ โดยนอกจากจะมีแต่เพลงฮิต GRAMMY เท่านั้นแล้ว ยังมีทั้งโชว์เดี่ยว และโชว์คู่สุดเซอร์ไพรส์ ที่จัดมาเพื่อผู้ชมในงานนี้โดยเฉพาะ
เริ่มที่โชว์สุดร้อนแรงของ “ใหม่ เจริญปุระ” พร้อมเสิร์ฟ กับเซ็ตลิสต์เพลงฮิตในเวอร์ชันเคล้าเสียงเปียโน ก่อนจะเข้าสู่พาร์ทหวาน ซึ้ง ละมุนใจไปกับ “ก้อง สหรัถ” ที่ขึ้นมาพบทุกคนพร้อมกีตาร์คู่ใจ ชวน โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ ยกคีย์บอร์ดคู่ใจไปบิวต์ความสนุก ชวนให้ทุกคนลุกมาโยกไปด้วยกัน กับเพลง คึกคักบ่อยเลย, สุดสุดไปเลย
พร้อมส่งต่อสู่พาร์ทที่สวย สง่า สะกดทุกสายตาตั้งแต่วินาทีแรกของ “นัท มีเรีย” ที่มาพร้อมโปรดักชันเวทีสุดอลังการที่เสมือนยกโรงละครมาไว้ที่นี่ และบทเพลงที่ทำให้ผู้ชมต้องมนต์สะกด ฉันจะรอเธอ, อยากหยุดเวลา รวมถึงเพลงแดนซ์ที่ชวนทุกคนเต้นโดยพร้อมเพียง
ปิดท้ายช่วงนี้ไปด้วยโชว์สุดเซอร์ไพรส์จาก “นัท มีเรีย – โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ – ก้อง สหรัถ” ที่ขึ้นมาร่วมแจมกันในเพลง รักเธอสุดหัวใจ, เก็บมันเอาไว้ และยามเมื่อลมพัดหวน
ปรับจากโหมดหวานซึ้งมาสู่ความเดือดที่อัปเลเวลขึ้นในพาร์ทของ “BANK PREETI” ที่ขนเซ็ตลิสต์เพลงฮิตทั้งเร็วและช้าของตัวเอง มาเจอกับเสียงเปียโนสไตล์ PIANO&i และเซอร์ไพรส์กับการร้องเพลงร็อกยอดฮิตตลอดกาลของ GRAMMY ที่หาฟังได้ยากจากที่ไหน อย่าง บัวช้ำ น้ำขุ่น, ทิ้งรักลงแม่น้ำ ไปกันต่อกับ “คริสติน่า อากีล่าร์” ที่ชวน “โต๋ ศักดิ์สิทธิ์” พักเปียโนมาออกสเต็ปเท้าไฟแบบใกล้ชิดผู้ชม ก่อนปิดท้ายด้วยโชว์คอลแลปข้ามรุ่น “คริสติน่า อากีล่าร์ – BANK PREETI” ที่จัดเต็มถึง 3 เพลง ขอเช็ดน้ำตา, เปล่าหรอกนะ และ ฝากความยินดี
สนุกกันต่อเมื่อ “โต๋ ศักดิ์สิทธิ์” พาคีย์บอร์ดคู่ใจมาชวนผู้ชมทั่วฮอลล์ร้องคาราโอเกะเพลงฮิต GRAMMY ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนขอได้ทุกเพลงที่อยากฟัง สนุกกันแบบยาวๆ ไปจนมาถึงคิวของ “ปั๊บ POTATO” ที่นอกจากจะร้องเพลงของตัวเอง ยังจับคู่ดูโอ้กับ “โต๋ ศักดิ์สิทธิ์” ร้องเพลงฮิตของ UHT ยังยินดี..ครับเพื่อน, ทุกนาทีให้เธอ และชวนกันมาเต้นในเพลง UHT..นี่แหละเพื่อน
ตกดึกยิ่งคึกคักกว่าเดิม เพราะถึงคิวของ “ทาทา ยัง” ที่นำเสียงร้องและสเต็ปแดนซ์มาสร้างสรรค์โชว์ร่วมกับเสียงเปียโนแบบครบทุกรสชาติ และชวน “โต๋ ศักดิ์สิทธิ์” มาแจมกันในเพลง เพียงเพื่อน ที่ชวนให้คนทั้งฮอลล์ร้องตามเซอร์ไพรส์ต่อเนื่องกับ Special Guest ศิลปินระดับตำนานที่มาเซอร์ไพรส์ผู้ชม 2 วัน แบบไม่ซ้ำ กับ “โบ สุนิตา” รอบวันเสาร์ และ “แพ็ท สุธาสินี” รอบวันอาทิตย์ ได้เวลาของ “ดา เอ็นโดรฟิน” ศิลปินดีว่าเจ้าของเสียงร้องทรงพลัง ที่ขึ้นมาแจมกับ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ ในเพลง ไม่ต้องรู้ว่าเราคบกันแบบไหน
เดินทางมาถึงครึ่งหลังกับโชว์สุดเซอร์ไพรส์ที่ถูกใจชาว 90’s-2000’s ที่โตมาพร้อมเพลงของ “พี่เบิร์ด ธงไชย” ซึ่งจัดเมดเล่ย์มาแบบจุก ในเวอร์ชันที่หาฟังไม่ได้จากที่ไหน ซึ่งถูกถ่ายทอดโดย 4 ศิลปินดีว่า และ 2 ศิลปินดีโว่ “คริสติน่า อากีล่าร์ – ก้อง สหรัถ – นัท มีเรีย – ทาทา ยัง – ดา เอ็นโดรฟิน – โต๋ ศักดิ์สิทธิ์” ให้ความรู้สึกพิเศษและแปลกใหม่กว่าเดิม พักยกเมดเลย์ แต่ไม่พักยกความมัน เพราะถึงคิวของ “ตูน BODYSLAM” ที่ขึ้นมาระเบิดเวทีให้เดือดกว่าเดิม ด้วยเพลงฮิตที่เตรียมมาแบบจัดเต็ม และยังชวน “โต๋ ศักดิ์สิทธิ์” มาร้องเพลงด้วยกัน
เข้าสู่ช่วงท้ายกับเมดเลย์เพลงร็อกที่หลายคนเรียกร้อง ที่ “ตูน BODYSLAM – BANK PREETI – ปั๊บ POTATO และ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์” ร่วมกันถ่ายทอดในเพลง ใจสั่งมา, คิดถึงฉันไหมเวลาที่เธอ… ก่อนที่ Queen of Pop Rock “ใหม่ เจริญปุระ” จะมาเสริมทัพความร็อกให้เข้มข้นขึ้นในเพลง คนสุดท้าย ตามมาด้วยเมดเลย์เพลงแดนซ์ระดับตำนานที่ 10 ศิลปินซูเปอร์สตาร์สลับกันขึ้นมาร้อง งานนี้เหนือความคาดหมาย คาดเดาไม่ถูก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่บางคนได้ร้องเพลงในเวอร์ชันที่ไม่เคยร้อง และเต้นในเพลงที่ไม่เคยเต้น อาทิ “ทาทา ยัง – โต๋ ศักดิ์สิทธิ์” ดูโอ้เฉพาะกิจที่วางเปียโนมาเต้นกันในเพลงแมลง การประชันกันครั้งแรกของ “คริสติน่า อากีล่าร์ – ตูน BODYSLAM” ในเพลง ความเชื่อและคิดฮอด การจับคู่กันบนเวทีใหญ่เป็นครั้งแรกของ “นัท มีเรีย – โต๋ ศักดิ์สิทธิ์” ในเพลง มาทำไม “ก้อง สหรัถ – โต๋ ศักดิ์สิทธิ์” กับการร้องเพลง ส้มหล่น ร่วมกันเป็นครั้งแรก ต่อเนื่องไปกับเพลง เพียงพอ ที่ “ปั๊บ POTATO – โต๋ ศักดิ์สิทธิ์” มาร้องด้วยกัน เพลง จิ๊จ๊ะ ที่ “BANK PREETI – โต๋ ศักดิ์สิทธิ์” ชวนกันมาร้องและกระโดดไปพร้อมผู้ชม เพลง เช้าไม่กลัว ที่ร้องโดย “ดา เอ็นโดรฟิน” ก่อนส่งท้ายเวทีด้วยโชว์จากศิลปินทุกคนในเพลง สุดฤทธิ์สุดเดช, หมั่นคอยดูแลและรักษาดวงใจ, ด้วยรักและผูกพัน เป็นการบอกลาและปิดบันทึก Grammy Songbook ครั้งนี้ลงอย่างครบรสที่สุด
แม้คอนเสิร์ตจะผ่านพ้นไป แต่เชื่อว่า 10 ศิลปินซูเปอร์สตาร์ บทเพลงนับร้อย โปรดักชันสุดยิ่งใหญ่อลังการ ประกอบกับการบริหารจัดการงานต่างๆ นับตั้งแต่ประกาศคอนเสิร์ต ตลอดจนถึงวันจัดงาน จะทำให้ “90’s–2000’s PIANO & i CONCERT : Grammy Songbook” 10 SUPERSTARS 1 PIANO คอนเสิร์ตจากความร่วมมือของ GMM SHOW และ TrueTone Entertainment กลายเป็นความทรงจำที่สวยงามในหัวใจของแฟนเพลงยุค 90’s–2000’s ไปอีกนาน
#90s2000sPIANOandiConcert #GrammySongbook
#PIANOandi #IdeaFact #GMMSHOW #TruetoneOfficial
#ให้รักดูแลชีวิต #ไทยประกันชีวิต
มาร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์ทางดนตรีในยุค 70’s อย่า …
เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ประจำปี 2569 ( …
กรุงเทพฯ / 18 กันยายน 2569 – สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ประกาศความร่วมมือจัดตั้ง“ศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI Innovation and Technology Center)” พร้อมเดินหน้าโครงการ “ยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผ่านการประยุกต์ใช้ AI ในภาคการผลิต (AI Innovation for Manufacturing)” วางกลไกพัฒนาระบบนิเวศ AI อย่างครบวงจรตั้งแต่พัฒนากำลังคน ให้คำปรึกษาเชิงลึก บริการการทดสอบเทคโนโลยีเสมือนจริง ตลอดจนสนับสนุนทุนพัฒนา AI Solution ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในโรงงาน มุ่งลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยด้วยการผลิตอัจฉริยะ (Intelligent Manufacturing) ณ ห้อง 802 ชั้น 8 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ความร่วมมือครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งกำลังเข้ามาเปลี่ยนการทำงานและกระบวนการผลิตทั่วโลก สำหรับประเทศไทยเอง ยังมีช่องว่างสูงระหว่าง “ความต้องการใช้ AI” กับ “ความสามารถในการพัฒนาและนำ AI ไปใช้ได้จริง” โดยผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจ โดยเฉพาะ AI Solutions ที่มีต้นทุนสูง มีการพึ่งพาโซลูชันจากต่างประเทศ และความไม่แน่นอนของผลตอบแทนจากการลงทุน

AI Innovation and Technology Center หรือ AI-ITC จึงถูกจัดตั้งขึ้นและออกแบบให้เป็นกลไกกลางในการสนับสนุนผู้ประกอบการตลอดกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตด้วย AI ตั้งแต่การให้คำปรึกษาและออกแบบแนวทางการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า พัฒนากำลังคนด้าน AI ทั้ง Reskill, Upskill และ New skill ภายใต้กรอบสมรรถนะที่แบ่งระดับความเชี่ยวชาญอย่างชัดเจน ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีแบบ Co-creation ร่วมกับภาคเอกชนเพื่อให้เกิดโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง
ศูนย์ฯ ครอบคลุมเทคโนโลยีแห่งอนาคต อาทิPhysical AI, AI Edge Computing และ Digital Twin พร้อมสร้างพื้นที่สำหรับทดสอบโมเดล AI และฮาร์ดแวร์ มีโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาAI ที่จำเป็น รวมถึงเชื่อมโยงไปสู่พื้นที่ทดสอบในรูปแบบ e-factory automation park


นอกจากนี้ AI-ITC ยังมีเป้าหมายต่อยอดการประยุกต์ใช้ AI ไปสู่สาขาอื่นที่มีความสำคัญต่อประเทศ อาทิ ในกลุ่มสุขภาพ (Healthcare) และเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในระยะต่อไป เพื่อขยายการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ให้ครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ

สำหรับโครงการ AI Innovation for Manufacturing บพค. ในฐานะหน่วยบริหารจัดการทุนที่มีภารกิจขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจะใช้กลไกทุนเป็นเครื่องมือเร่งการเปลี่ยนผ่านภาคการผลิตไทยสู่ AI-driven Manufacturing โดยจะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและมีโจทย์การใช้งานจริง มาจับคู่กับ System Integrator หรือผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ (ISV) ที่มี AI Solutions พร้อมใช้งาน รวมถึงผู้ประกอบการเทคโนโลยี AI (AI Tech Entrepreneur) สัญชาติไทย


โครงการจะสนับสนุนทุนในรูปแบบ Co-Funding เพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยี AI ไปประยุกต์ใช้และพิสูจน์ผลในโรงงานจริง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากรให้สามารถดูแล บำรุงรักษา และต่อยอดเทคโนโลยีได้ด้วยตนเองในระยะยาว กลไกดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างระหว่าง“เทคโนโลยีที่พัฒนาได้” กับ “เทคโนโลยีที่ภาคอุตสาหกรรมนำไปใช้ได้จริง” พร้อมสร้างต้นแบบการยกระดับผลิตภาพที่สามารถขยายผลไปสู่อุตสาหกรรมไทยในวงกว้าง

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันภารกิจสำคัญของ ส.อ.ท. คือ การขับเคลื่อน “The New Chapter of Thai Industry” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยด้วย “ยุทธศาสตร์ 5I” โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ คือ “Intelligent Industry” ที่มุ่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มายกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ความเป็นอัจฉริยะ
ส.อ.ท. จะผลักดันการนำเทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ (Automation & Robotics) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) มาใช้ในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับแนวคิด Lean and Automation เพื่อขจัดความสูญเสียและปรับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพก่อนการลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับโรงงานไทยสู่ Smart Factory และ Smart OEM

พร้อมกันนี้ ส.อ.ท. จะสนับสนุนการใช้ระบบ Data-driven Manufacturing ผ่านการประยุกต์ใช้ระบบ MES (Manufacturing Execution System) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time ควบคุมคุณภาพด้วยระบบอัตโนมัติ และเชื่อมโยงข้อมูลตลอดสายการผลิต เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. จะผลักดันความร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการเงิน เพื่อพัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี อาทิ AI & Automation Transition Loan ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านเงินลงทุนและเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวได้เร็วขึ้น
สำหรับความร่วมมือระหว่าง ส.อ.ท. มหาวิทยาลัยมหิดล และ บพค. ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทุนวิจัยจากภาควิชาการเข้ากับโจทย์และความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงและนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ไปประยุกต์ใช้ได้จริง ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Intelligent Industry) และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมศักยภาพของนักวิจัยและ System Integrator หรือผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ (ISV) ให้สามารถทำงานบนโจทย์และความต้องการของภาคเอกชน โดยศูนย์ AI-ITC มีทั้งนักวิจัยเครื่องมือที่จำเป็นต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและพื้นที่ทดลองโมเดล AI และ AI Solution ก่อนนำไปประยุกต์ใช้จริง ด้วยความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำระดับโลก อาทิ Amazon Web Services (AWS), NVIDIA, Mitsubishi Electric Factory Automation (Thailand) และKorea Telecom (KT) จะช่วยเสริมความพร้อมด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ผู้ประกอบการที่ต้องการนำ AI ไปใช้เกิดความมั่นใจมากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มีต้นทุนการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม และสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้

ด้าน ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ บพค. กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยี” แต่ต้องยกระดับไปสู่การเป็นประเทศที่สามารถพัฒนา ประยุกต์ใช้ และต่อยอดเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง บพค. จึงมุ่งทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงทุนวิจัย นักพัฒนาเทคโนโลยี ผู้ให้บริการระบบ และภาคอุตสาหกรรม ให้ร่วมกันพัฒนา AI บนโจทย์จริงของภาคการผลิต เพื่อเร่งให้นวัตกรรมไทยก้าวจากห้องวิจัยสู่การใช้งานจริง พร้อมสร้างตลาดและโอกาสให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีไทยเติบโตควบคู่ไปกับการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยในระยะแรก บพค. ตั้งเป้าสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมอย่างน้อย 50 แห่งเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างต้นแบบการประยุกต์ใช้ AI และขยายผลไปสู่ระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในวงกว้าง อันจะนำไปสู่การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน


ความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานจึงถือเป็นการวางรากฐานสำคัญต่อระบบนิเวศ AI ของประเทศ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่งานวิจัยสู่โรงงาน เชื่อมเทคโนโลยีสู่ธุรกิจ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมไทยและสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วยศักยภาพของคนไทย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลงาน AI Solutions เพื่อสะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีไทย และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเห็นแนวทางการนำ AI ไปประยุกต์ใช้กับกระบวนการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำเป้าหมายร่วมกันของทั้ง 3 หน่วยงานในการผลักดัน“AI จากห้องวิจัยสู่โรงงานจริง” และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Intelligent Manufacturingอย่างเป็นระบบ
Footage: แถลงข่าวความร่วมมือ จัดตั้งศูนย์นวัตกรรม และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ฯ
https://youtu.be/wrToBN26Kf0?si=CnDowizmedLpVPaT
https://youtu.be/gMVLHWYSAvw?si=6YiD9gpCCxZ6J2nk
กรุงเทพฯ 9 กันยายน 2569 – ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเ …
Bangkok – Last week with “Noche de LUZ Fiesta opening” of LUZ Bangkok Tapas Bar marks a captivating addition to the culinary landscape, perched atop the 33rd and 34th floors of the INNSiDE by Meliá Bangkok Sukhumvit hotel, the urban Lifestyle Hotel in the bustling On Nut district. LUZ Bangkok Tapas Bar is your passport to an authentic Spanish culinary experience combined with a high-energy rooftop ambiance. Quality seamlessly blends with fun, as delectable food and drinks come to life with a side of smiles and stories.

LUZ Bangkok Tapas Bar invites you to indulge in the essence of Spanish culture, where passionate chefs and bartenders, in a lush bar lounge setting, craft culinary delights and hand-crafted cocktails that transport guests to the vibrant streets of Spain. It’s the perfect place to hang out with friends and family or celebrate with colleagues while savoring authentic Spanish cuisine and a selection of Spanish wine and beer.
At LUZ Bangkok Tapas Bar, the menu showcases an array of Spanish delights, with each dish thoughtfully crafted to capture the essence of Spain’s diverse culinary traditions.

Arroz Caldoso De Marisco is a must-try for seafood enthusiasts. This creamy Seafood Paella tantalizes taste buds with the rich flavors of the sea, combining succulent seafood and perfectly cooked rice to create a harmonious symphony of flavors.
For something indulgent, Las Croquetas present a heavenly choice. Available with a choice of truffle or Iberic ham, these croquetas offer a perfect blend of textures and flavors. Each bite offers a delicious journey of creamy, crispy, and savory goodness.
For those seeking a lighter option with a kick, Aguacate, Mojo Verde Y Manchego stands as the ultimate dish. Featuring grilled avocado, confit tomatoes, spicy green Mojo, and Manchego cheese, this dish presents a beautifully balanced combination of freshness and spice in every bite.

Leading the culinary journey is Chef Laia Ferrer, the Spanish chef de cuisine at LUZ Bangkok Tapas Bar. Hailing from Barcelona, Chef Laia boasts a remarkable international culinary career. She honed her skills at prestigious establishments such as the Ritz-Carlton Maldives and the two Michelin-starred restaurant El Portal in Spain.

Chef Laia’s expertise and passion infuse every dish served at LUZ Bangkok Tapas Bar with the authentic flavors of Spain. Her culinary journey has taken her to some of the world’s most renowned kitchens, and she brings this wealth of experience to Bangkok’s vibrant dining scene.

“We are delighted to bring LUZ Bangkok Tapas Bar to life, right here in the heart of Bangkok, with Chef Laia Ferrer at the helm, bringing her culinary roots to the table,” says Aarron Nelson, General Manager of INNSiDE by Meliá Bangkok Sukhumvit. “The word ‘LUZ’ means ‘light’ in Spanish, and indeed, LUZ Bangkok Tapas Bar shines as a beacon of Spanish culture and cuisine, lighting up the Bangkok skyline.”
LUZ Bangkok Tapas Bar welcomes guests daily from 4 pm till midnight. The two-story venue is a haven for those seeking a memorable dining experience in Bangkok’s thriving On Nut district.
For reservations, please call 02 340 5499 or email at luz@innsidebangkok.com.
Follow LUZ Bangkok Tapas Bar on social media at Instagram or Facebook, or visit the website,
https://www.melia.com/en/hotels/thailand/bangkok/innside-bangkok-sukhumvit/restaurants/luz-bangkok-tapas-bar,