ปิ้งย่างสไตล์ใหม่ Ant Cave BBQ พร้อมเสิร์ฟแล้วในไทย!
🔥 เปิดประสบการณ์ใหม่กับ Ant Cave BBQ! ปิ้งย่า …
🔥 เปิดประสบการณ์ใหม่กับ Ant Cave BBQ! ปิ้งย่า …
ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศอิซากายะแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ …
หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การทานอาหารจีนสไตล์ …
เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ประจำปี 2569 ( …
กรุงเทพฯ 9 กันยายน 2569 – ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้แทนผู้ป่วย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองในเวทีเสวนา “The End of One-Size-Fits-All: Personalizing Breast Cancer Care in Thailand: From Genomics to AI-Enabled Care” ในงาน Techsauce Global Summit 2026 เพื่อสะท้อนบทบาทของนวัตกรรมทางการแพทย์ อาทิ การตรวจรหัสพันธุกรรมเชิงลึก (Genomics) การตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ที่กำลังเปลี่ยนโฉมการดูแลรักษามะเร็งเต้านมจากแนวทางมาตรฐานเดียวสำหรับทุกคน สู่การรักษาที่ตอบโจทย์ความแตกต่างของผู้ป่วยแต่ละราย ท่ามกลางสถานการณ์ทั่วโลกที่พบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่สูงถึง 2.3 – 2.4 ล้านคนต่อปี(1) ซึ่งเสวนานี้ได้รับการสนับสนุนโดยบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด สะท้อนถึงพันธกิจองค์กรที่มุ่งใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มายกระดับผลลัพธ์การรักษา ควบคู่ไปกับการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนและผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่านวัตกรรมทางการแพทย์จะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่การทำให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าดังกล่าวอย่างเท่าเทียม ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อผลักดันให้ “การแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine)” กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุขอย่างแท้จริง
เสริมรากฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อการเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งอย่างเท่าเทียม
นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างระบบสุขภาพที่สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เพื่อปิดช่องโหว่ความเหลื่อมล้ำในการรักษา โดยกล่าวว่า

“มะเร็งเต้านมยังคงเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิงไทย โดยข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ (ประมาณการณ์ปี 2566) ระบุว่า ไทยมีผู้ป่วยรายใหม่ถึง 22,363 รายต่อปี(2) หรือมากกว่าวันละ 61 คน นอกจากนี้โรคดังกล่าวยังสามารถพบในผู้ชายได้ในสัดส่วนประมาณ 1% ของผู้ป่วยทั้งหมด(1) ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเปิดโอกาสให้เราก้าวข้ามแนวทางการรักษาแบบมาตรฐานทั่วไปได้มากขึ้น โดยระบบสาธารณสุขไทยกำลังเร่งบูรณาการนวัตกรรมขั้นสูง ทั้งการตรวจจีโนมิกส์และยามุ่งเป้า เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพพื้นฐาน เพื่อให้สอดรับกับทิศทางการรักษาที่เปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมจะสร้างผลลัพธ์ที่แท้จริงได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการดูแลรักษาได้อย่างทั่วถึง ร่างพระราชบัญญัติมะเร็งแห่งชาติ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการดูแลผู้ป่วยมะเร็งของประเทศไทย โดยตั้งอยู่บนเสาหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1) การผลักดันนวัตกรรมให้มีราคาที่จับต้องได้ ผ่านการลดต้นทุนและเพิ่มการผลิตในประเทศ 2) การกำหนดบทบาทการลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้ชัดเจน โดยภาครัฐให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการป้องกันและการตรวจคัดกรองมะเร็งระยะเริ่มต้น ควบคู่กับการพัฒนากลไกทางการเงินและการเบิกจ่ายที่เหมาะสม ขณะที่ภาคเอกชนมีบทบาทสนับสนุนการลงทุนด้านการให้บริการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยเฉพาะนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง 3) การสร้างกรอบความเท่าเทียมและคุ้มครองสิทธิข้อมูลพันธุกรรมของประชาชน และ 4) การบูรณาการระบบนิเวศสาธารณสุขให้เป็นหนึ่งเดียว โดยเชื่อมโยงตั้งแต่ภาครัฐไปจนถึงภาคประชาสังคม
หาก พ.ร.บ. มะเร็งแห่งชาติผ่านความเห็นชอบ การลงทุนด้านสุขภาพในครั้งนี้จะสร้างผลตอบแทนทางสังคมได้สูงถึง 5.5 เท่าภายในปีที่ 15 และถึงจุดคุ้มทุนได้ภายในเวลาเพียง 6 ปี เป้าหมายสูงสุดของเราคือการทำให้ผู้ป่วยทุกคนทั่วประเทศสามารถเข้าถึงการดูแลรักษาที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ผู้ป่วยในศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่เท่านั้น”
การแพทย์แม่นยำ เริ่มต้นจากการวินิจฉัยที่แม่นยำ
ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชพันธุศาสตร์จากศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความก้าวหน้าด้านการวินิจฉัยกำลังพลิกสมการการวางแผนรักษา จากอดีตที่เราตัดสินใจจากขนาดและระยะของโรค แต่วันนี้เทคโนโลยีทำให้เราเข้าใจมะเร็งเต้านมลึกซึ้งถึงระดับดีเอ็นเอ

“มะเร็งเต้านมแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน แยกออกได้หลายชนิดย่อยที่มีความแตกต่างกันทางชีววิทยา การแพทย์แม่นยำจึงต้องเริ่มต้นจากการวินิจฉัยที่แม่นยำ เทคโนโลยีการตรวจวิเคราะห์ เช่น การตรวจตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker Testing), การตรวจรหัสพันธุกรรมเชิงลึก (Comprehensive Genomic Testing), การตรวจหาสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งในเลือด (Liquid Biopsy) และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยตรวจวิเคราะห์ ช่วยให้เราเข้าใจลักษณะของโรคในแต่ละบุคคลได้ดียิ่งขึ้น และนำไปสู่การเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย”
ยกระดับการรักษาสู่การดูแลที่ตอบโจทย์ผู้ป่วยรายบุคคล
รศ.นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข อายุรแพทย์โรคมะเร็ง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า การรักษามะเร็งเต้านมในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของเวชศาสตร์ระดับโมเลกุล นำไปสู่การวางแผนการรักษาที่เฉพาะเจาะจงของคนไข้แต่ละรายที่มีลักษณะแตกต่างกัน ซึ่งอาจตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างกันด้วย

“ปัจจุบัน ข้อมูลทางชีววิทยาของเซลล์มะเร็งและตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้แพทย์เข้าใจลักษณะของโรคเพื่อใช้ในการเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายมากขึ้น รวมถึงมีแนวโน้มที่ในอนาคตจะสามารถติดตามการตอบสนองต่อการรักษาและการเปลี่ยนแปลงของโรค เพื่อประกอบการวางแผนการรักษาในลำดับต่อไป แนวคิดการรักษาแบบเฉพาะบุคคล หรือ Personalized Medicine จึงช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้รับการรักษาที่เหมาะสม มีทางเลือกในการรักษามากขึ้น และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”
ความหวังของผู้ป่วย และความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษา
คุณพีรดา “หลิง” พีรศิลป์ ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและกรรมการชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่าการรักษาแบบเฉพาะบุคคลที่ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-Centric) ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ล้ำสมัย แต่มันคือเส้นสายแห่งชีวิต (Lifeline) ที่หล่อเลี้ยงความหวังของผู้ป่วย โดยเล่าว่า

“ตลอดประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรคมะเร็งเต้านมมากว่า 20 ปี ทำให้ได้สัมผัสถึงพัฒนาการที่ก้าวหน้าของการรักษาในยุคนี้อย่างชัดเจน สำหรับคนไข้ การแพทย์เฉพาะบุคคลเปรียบเสมือนความหวังและความมั่นใจว่าเรากำลังได้รับการรักษาที่เหมาะสมกับโรคของตัวเอง แต่ความก้าวหน้าเหล่านี้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อผู้ป่วยทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการคือข้อมูลที่เข้าใจง่าย การประคับประคองทางจิตใจ และโอกาสที่จะได้มีส่วนร่วมตัดสินใจในแนวทางการรักษาของตัวเอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว การดูแลรักษาที่ดีคือการที่ทีมแพทย์มองเห็นผู้ป่วยเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีครอบครัว มีภาระหน้าที่ และมีความหวัง ไม่ใช่แค่มองไปที่ตัวโรคเพียงอย่างเดียว และไม่ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ที่ใด ทุกคนก็ควรมีโอกาสได้รับการดูแลรักษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกัน”
ร่วมสร้างอนาคตการรักษามะเร็งเต้านมที่แม่นยำ เข้าถึงได้ และยั่งยืน
อนาคตของการดูแลรักษามะเร็งเต้านมไม่ได้ขึ้นอยู่กับนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ ภาคเอกชน และเครือข่ายผู้ป่วย เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการวินิจฉัยที่ถูกต้อง การรักษาที่เหมาะสม และการสนับสนุนที่จำเป็นได้อย่างทันท่วงที อีกทั้งผู้ป่วยและครอบครัวยังต้องก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเอง (Shared Decision-Making) ด้วยการปรึกษาแพทย์ถึงความเหมาะสมในการตรวจไบโอมาร์กเกอร์และพิจารณาทางเลือกใหม่ๆ อย่างยามุ่งเป้า เพื่อค้นหาแนวทางที่ตอบโจทย์ทั้งตัวโรคและคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง
การแพทย์แม่นยำจึงไม่ควรเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยเพียงบางกลุ่ม แต่ควรเป็นมาตรฐานการดูแลรักษาที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและผลลัพธ์การรักษาของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทุกคนในประเทศไทย
แหล่งที่มาของข้อมูลสถิติ:
เปลี่ยนอักษรเบรลล์บนกล่อง Happy Meal เป็นพลัง …
เรียกว่าจัดใหญ่สมศักดิ์ศรีตอกย้ำความยิ่งใหญ่ …
ผู้ว่าการ ททท. ให้การต้อนรับต้อนรับ Hon. Vijitha Herath รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ การจ้างงานในต่างประเทศ และการท่องเที่ยวศรีลังกา และ เอกอัครราชทูต Wijayanthi Edirisinghe เยือนย่าน “ทรงวาด” สัมผัสเสน่ห์พหุวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า
ช่วงบ่ายวันนี้ 15 กันยายน 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำโดย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ให้การต้อนรับ Hon. Vijitha Herath รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ การจ้างงานในต่างประเทศ และการท่องเที่ยวของศรีลังกา ในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทย พร้อมด้วย H.E. E.A.S. Wijayanthi Edirisinghe เอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรศรีลังกาประจำประเทศไทย และคณะ
ในโอกาสนี้ คณะฯ เข้าเยี่ยมชม ย่านถนนทรงวาดและพื้นที่ใกล้เคียง แหล่งท่องเที่ยวที่สะท้อนเสน่ห์ของพหุวัฒนธรรม ประเพณี มรดกท้องถิ่น และวิถีชีวิตของชุมชนไทย โดย ททท. สำนักงานกรุงเทพมหานคร และ กตซ. ได้จัดทำและนำคณะเยี่ยมเส้นทาง “Walking Journey on Songwat Road” เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ของย่านผ่านเรื่องราว ผู้คน ศิลปะ วัฒนธรรม และวิถีการค้าขายที่สืบทอดจากอดีตสู่ปัจจุบัน
เส้นทางดังกล่าวนำคณะฯ สัมผัสแหล่งท่องเที่ยวและจุดหมายที่มีเอกลักษณ์ อาทิ ลานช้าง, Play Art House, Soul Songwat, ตรอกมัสยิด, บ้านยาวาส, I WANA BKK, ซอยประตูไม้ 100 ปี, ศาลเจ้าเล่าปุนเถ้ากง และร้านเจริญเลิศทวี ซึ่งล้วนสะท้อนการผสมผสานระหว่างวิถีชีวิต การค้าขาย งานศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้สอดรับกับยุคสมัย พร้อมสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่าและความหมายให้แก่ผู้มาเยือน
ไทย–ศรีลังกา : โอกาสเชื่อมโยงการท่องเที่ยวผ่าน BIMSTEC สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิก BIMSTEC ซึ่งประเทศไทยเป็นสมาชิกและมีความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม BIMSTEC Working Group on Tourism (BWGT) ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 14–15 กันยายน 2569
ด้วยความใกล้เคียงด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะ พระพุทธศาสนาที่มีบทบาทสำคัญในทั้งสองประเทศ จึงเป็นโอกาสในการหารือและพัฒนาแนวทางเชื่อมโยง เส้นทางท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา ระหว่างไทยและศรีลังกา เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าแก่ผู้เดินทาง
สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวศรีลังกา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 10 กันยายน 2569 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 72,236 ราย เติบโต 11.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงศักยภาพและโอกาสในการขยายตลาดนักท่องเที่ยวศรีลังกา รวมถึงการเพิ่มความร่วมมือด้าน เที่ยวบินและการเชื่อมโยงทางอากาศ เพื่อรองรับการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียใต้ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
#AmazingThailand #TAT #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย #SriLanka #ThailandSriLanka #BIMSTEC #Songwat #ทรงวาด #WalkingJourneyOnSongwatRoad #QualityDestination #MeaningfulTravel #SouthAsia
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – NikeLab Running ฉีกกฎข้ …
Mindful Fest Presented by SC สร้างปรากฏการณ์ค …
BIRKENSTOCK ร่วมมือกับ ETRO สองแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน สร้างสรรค์ผลงานร่วมกันผ่านคอลเลกชั่นใหม่ ที่สะท้อนความมุ่งมั่นที่มีต่องานฝีมือ ความพิถีพิถัน ความเป็นตัวตน และดีไซน์เหนือกาลเวลา พร้อมผสานแนวคิดด้านฟังก์ชั่นการใช้งานของ BIRKENSTOCK รวมถึงภาษาของงานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ ETRO โดยตีความใหม่ให้กับรองเท้ารุ่นไอคอนิก อย่าง Boston ที่มาในโทนสี Taupe และ Chocolate ให้โดดเด่น และสะท้อนตัวตนของทั้งสองแบรนด์ได้อย่างชัดเจน
แวะชม Chapter แรกของ BIRKENSTOCK by ETRO ในวันที่ 10 ก.ย. 69 เป็นต้นไป ณ ร้าน BIRKENSTOCK centralwOrld ชั้น 1 โซน Eden
และเตรียมพบกับก้าวต่อไปของการร่วมงานระหว่าง BIRKENSTOCK และ ETRO ที่จะเปิดตัวเพิ่มเติมเร็วๆ นี้ @birkenstock_thailand
#BIRKENSTOCKTHAILAND



คลินิก Fix ใจ (Fix You, Fix Me) ออกอา …
Bangkok – Last week with “Noche de LUZ Fiesta opening” of LUZ Bangkok Tapas Bar marks a captivating addition to the culinary landscape, perched atop the 33rd and 34th floors of the INNSiDE by Meliá Bangkok Sukhumvit hotel, the urban Lifestyle Hotel in the bustling On Nut district. LUZ Bangkok Tapas Bar is your passport to an authentic Spanish culinary experience combined with a high-energy rooftop ambiance. Quality seamlessly blends with fun, as delectable food and drinks come to life with a side of smiles and stories.

LUZ Bangkok Tapas Bar invites you to indulge in the essence of Spanish culture, where passionate chefs and bartenders, in a lush bar lounge setting, craft culinary delights and hand-crafted cocktails that transport guests to the vibrant streets of Spain. It’s the perfect place to hang out with friends and family or celebrate with colleagues while savoring authentic Spanish cuisine and a selection of Spanish wine and beer.
At LUZ Bangkok Tapas Bar, the menu showcases an array of Spanish delights, with each dish thoughtfully crafted to capture the essence of Spain’s diverse culinary traditions.

Arroz Caldoso De Marisco is a must-try for seafood enthusiasts. This creamy Seafood Paella tantalizes taste buds with the rich flavors of the sea, combining succulent seafood and perfectly cooked rice to create a harmonious symphony of flavors.
For something indulgent, Las Croquetas present a heavenly choice. Available with a choice of truffle or Iberic ham, these croquetas offer a perfect blend of textures and flavors. Each bite offers a delicious journey of creamy, crispy, and savory goodness.
For those seeking a lighter option with a kick, Aguacate, Mojo Verde Y Manchego stands as the ultimate dish. Featuring grilled avocado, confit tomatoes, spicy green Mojo, and Manchego cheese, this dish presents a beautifully balanced combination of freshness and spice in every bite.

Leading the culinary journey is Chef Laia Ferrer, the Spanish chef de cuisine at LUZ Bangkok Tapas Bar. Hailing from Barcelona, Chef Laia boasts a remarkable international culinary career. She honed her skills at prestigious establishments such as the Ritz-Carlton Maldives and the two Michelin-starred restaurant El Portal in Spain.

Chef Laia’s expertise and passion infuse every dish served at LUZ Bangkok Tapas Bar with the authentic flavors of Spain. Her culinary journey has taken her to some of the world’s most renowned kitchens, and she brings this wealth of experience to Bangkok’s vibrant dining scene.

“We are delighted to bring LUZ Bangkok Tapas Bar to life, right here in the heart of Bangkok, with Chef Laia Ferrer at the helm, bringing her culinary roots to the table,” says Aarron Nelson, General Manager of INNSiDE by Meliá Bangkok Sukhumvit. “The word ‘LUZ’ means ‘light’ in Spanish, and indeed, LUZ Bangkok Tapas Bar shines as a beacon of Spanish culture and cuisine, lighting up the Bangkok skyline.”
LUZ Bangkok Tapas Bar welcomes guests daily from 4 pm till midnight. The two-story venue is a haven for those seeking a memorable dining experience in Bangkok’s thriving On Nut district.
For reservations, please call 02 340 5499 or email at luz@innsidebangkok.com.
Follow LUZ Bangkok Tapas Bar on social media at Instagram or Facebook, or visit the website,
https://www.melia.com/en/hotels/thailand/bangkok/innside-bangkok-sukhumvit/restaurants/luz-bangkok-tapas-bar,