ปิ้งย่างสไตล์ใหม่ Ant Cave BBQ พร้อมเสิร์ฟแล้วในไทย!
🔥 เปิดประสบการณ์ใหม่กับ Ant Cave BBQ! ปิ้งย่า …
🔥 เปิดประสบการณ์ใหม่กับ Ant Cave BBQ! ปิ้งย่า …
ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศอิซากายะแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ …
หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การทานอาหารจีนสไตล์ …
ดร.วรวิทย์ – ดร.พัชรา วีรบวรพงศ์ ประธานกรรมกา …
หลายคนอาจรู้จักเขาในฐานะ “น้องชายดีเจต้นหอม” …
สกสว. เปิดเวทีรับฟังความเห็นร่างกรอบแผนด้าน ววน. 2571–2575 จากทุกภาคส่วน หวังวางทิศทางขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ชู 3 แกนหลัก ‘High Growth-Transform-Reform พลิกโฉมสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง คุณภาพชีวิตที่ดี และความมั่นคงของประเทศที่ยั่งยืน “ยศชนัน” ชี้ต้องยกระดับ ววน. สู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ – ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุมจัดทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) กรอบแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2571–2575 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพ โดยมีผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ หน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และภาคประชาชน ร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และสามารถขับเคลื่อนระบบ ววน. ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมุ่งใช้ ววน. เป็นพลังสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน ภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งการปฏิวัติเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงด้านพลังงาน ตลอดจนกฎกติกาใหม่ทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งกำลังเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันและการพัฒนาของทุกประเทศ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความพร้อมเพื่อก้าวสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมที่สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวง อว. กล่าวระหว่างปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางและนโยบายการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สู่การสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาประเทศ ตามแผนใหม่ ววน. ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2571-2575’” ว่างานวิจัยต้องไม่ใช่แค่ผลงานวิชาการ แต่คือ “เชื้อเพลิง” ขับเคลื่อนประเทศสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน ชี้ประเทศไทยหมดเวลาพึ่งพาอุตสาหกรรมยุคเก่า วิทยาศาสตร์และงานวิจัยระดับแนวหน้าต้องถูกประกอบเข้ากับความต้องการของตลาดโลก เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ทรงพลัง
ปัจจุบันกองทุน ววน. ยังมีงบประมาณไม่เพียงพอต่อการพลิกโฉมประเทศ จึงต้องระดมทุนก้อนใหม่หรือทำเชิงพาณิชย์เพื่อเชื่อมโยงสู่ตลาดและสังคม ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากร่วมลงทุนโดยเฉพาะจากต่างประเทศ ส่วนการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จะมุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนสัญญาณอ่อนของโลกให้กลายเป็นโอกาสของสตาร์ทอัพไทย โดยยึด 3 ความท้าทายระดับชาติ ได้แก่ 1) สงครามเทคโนโลยีและ AI 2) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 3) สังคมสูงวัยและช่องว่างระหว่างวัย พร้อมกับยกระดับ อุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ การเกษตร เร่งแก้ปัญหา ‘คนทำเยอะแต่สัดส่วน GDP น้อย’ ด้วยการใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม, สุขภาพและการแพทย์ มุ่งทลายคอขวดด้านการวิจัยทางคลินิกเพื่อให้ได้สิทธิ สปสช., อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เร่งสร้างนักออกแบบวงจรยุคใหม่เพื่อรองรับการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่, เศรษฐกิจระดับพื้นที่ ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการสร้างชุมชนใหม่ แปรรูปสินค้า และเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยว
นอกจากนี้ในมิติของการพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีการจัดทำแผนที่ทักษะ (Skill Map) เพื่อดูช่องว่างของทักษะระหว่างอุตสาหกรรมเก่าและใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่ถูกแทรกแซงจากปัญญาประดิษฐ์จะต้องได้รับการเพิ่มทักษะทันที พร้อมทั้งเตรียมร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยในการตั้งกองทุนวิจัยฐานภารกิจ เช่น เทคโนโลยีแบตเตอรี่และมอเตอร์ขั้นสูง เพื่อจับคู่ขอรับทุนจาก ววน. “ววน.ต้องเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน โดยกระทรวง อว. จะเป็นกระดูกสันหลังในทุกมิติ โครงหรือยุทธศาสตร์อาจเหมือนเดิมแต่ต้องเพิ่มแผนปฏิบัติการ สื่อสารให้เกิดการให้ความเห็นเพื่อช่วยกันออกแบบแผน ววน. ของประเทศให้ประเทศวิ่งไปข้างหน้าได้” รองนายกรัฐมนตรีกล่าว

ด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยว่า โลกในปัจจุบันบทบาทของ ววน. ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาอีกต่อไป แต่เป็น “Game Changer” ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างให้กับประเทศไทย หากประเทศไทยต้องการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ยกระดับผลิตภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความท้าทายใหม่ของโลก จำเป็นต้องใช้ ววน. เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และกำลังคน เข้ากับความต้องการของภาคเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ร่างกรอบแผนด้าน ววน. พ.ศ. 2571–2575 มุ่งสร้างการเปลี่ยนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง สร้างเทคโนโลยีของตนเอง เชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก แข่งขันได้ ประชาชนได้ประโยชน์ และประเทศพร้อมรับอนาคต เป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ใน 4 ประเด็นสำคัญ คือ การสร้างความสามารถในการแข่งขันรูปแบบใหม่ การสร้างความมั่นคงและความสามารถในการฟื้นตัวของประเทศ การสร้างฐานรากแห่งอนาคตผ่านการลงทุนในคนการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ และโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ต่อเศรษฐกิจและสังคม

ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า ร่างกรอบแผนด้าน ววน. ฉบับใหม่เป็นผลจากการสังเคราะห์บทเรียนจากแผนด้าน ววน. ฉบับเก่า ควบคู่กับการวิเคราะห์บริบทโลกและความต้องการของประเทศในอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุนและการพัฒนาระบบ ววน. ให้ตอบโจทย์ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลสำเร็จของแผนฯ ที่ผ่านมาสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เกือบ 50,000 ล้านบาท ลดต้นทุนของประเทศกว่า 3,400 ล้านบาท สร้างการจ้างงานมากกว่า 30,000 ตำแหน่ง และพัฒนากำลังคนทักษะสูงกว่า 400,000 คน
นอกจากนี้ สกสว.ยังให้ความสำคัญกับการเร่งขับเคลื่อนประเทศผ่าน 3 ทิศทางหลัก ได้แก่ High Growth การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ, Transform การพลิกโฉมอุตสาหกรรมและภาคการผลิตเดิมให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และ Reform การปฏิรูประบบภาครัฐด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย และนโยบายสาธารณะที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ “แผนฉบับใหม่นี้กำหนดเป้าหมายการพัฒนา 4 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน คุณภาพชีวิตและความครอบคลุม ความพร้อมอนาคตและความมั่นคง และการพัฒนาระบบนิเวศ ววน. โดยเชื่อมโยงการลงทุน การดำเนินงาน และการติดตามประเมินผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าว

สำหรับ 9 แผนงานสำคัญของแผนด้าน ววน. ประกอบด้วย การลงทุนในอุตสาหกรรมขั้นสูงและอุตสาหกรรมใหม่ การยกระดับอุตสาหกรรมและบริการที่มีศักยภาพ นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและสังคม การใช้ประโยชน์องค์ความรู้ข้ามศาสตร์ การเตรียมความพร้อมสู่อนาคต การเสริมสร้างความมั่นคงและความสามารถในการฟื้นตัวของประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน ววน. การพัฒนาและใช้ประโยชน์บุคลากรวิจัยและนวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพระบบ ววน. ของประเทศ
Footage : การประชุมจัดทำประชาพิจารณ์ ( 24 มิ.ย 69 )
https://youtu.be/yY8OYWC0Bps?si=ZWvta4DjgQuxCGQq
https://youtu.be/7pzyr3Kb0x0?si=zl1qxhTGT_wRgRM2
โรงแรมมิราเคิล แกรนด์คอนเวนชั่น และ โรงแรมอัศ …
ผับไอริชขนานแท้คู่อิมแพ็ค เมืองทองธานี มากว่า …
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” โดยมีนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้อำนวยการ ททท. ทั้ง 5 ภูมิภาคด้านตลาดในประเทศ ร่วมนำเสนอกิจกรรมไฮไลต์จากทั่วประเทศ ณ ห้องโถงธนะรัชต์ อาคาร ททท. สำนักงานใหญ่
ต่อยอดกระแสไวรัลการนำเสนอเสน่ห์ไทยในมุมมองร่วมสมัย และพลังอิทธิพลของ LISA ในฐานะ Amazing Thailand Ambassador สู่การสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวจริง โดยรวบรวมกิจกรรม เทศกาล เส้นทางท่องเที่ยว และสิทธิพิเศษจากสำนักงาน ททท. ทั่วประเทศ พร้อมเปิดตัว “Thailand Feeling Map” เชิญชวนร่วมแบ่งปันความรู้สึกและความประทับใจจากการเดินทาง ควบคู่กับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในทั้ง 5 ภูมิภาคตลอดช่วง Green Season ระหว่างเดือนมิถุนายน–กันยายน 2569 เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ กระจายรายได้สู่เมืองหลัก เมืองน่าเที่ยว และชุมชนท้องถิ่น พร้อมตอกย้ำคุณค่าของ “เสน่ห์ไทย” ในมิติใหม่ ผ่านประสบการณ์ การเดินทางที่สร้างสรรค์ ตอบโจทย์ทุกความรู้สึก และสร้างแรงบันดาลใจให้ออกเดินทางได้ตลอด 365 วัน
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านจากการแข่งขันด้าน Destination Marketing ไปสู่การแข่งขันด้าน Experience Economy นักท่องเที่ยวไม่ได้เลือกจุดหมายปลายทางจากเพียงสถานที่หรือกิจกรรมที่น่าสนใจเท่านั้น แต่เลือกจากประสบการณ์และความรู้สึกที่อยากได้รับจากการเดินทาง ด้วยเหตุนี้ ททท. จึงมุ่งต่อยอดจากการทำ Global Campaign สู่การสร้าง National Movement เพื่อเปลี่ยนแรงบันดาลใจให้กลายเป็นการออกเดินทางจริง และเปลี่ยนความรู้สึกที่ผู้คนโหยหาให้เป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยโครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” ที่เตรียมจัดในช่วงเดือนมิถุนายน–กันยายน 2569 นี้ จะรวบรวมกิจกรรมท่องเที่ยว เทศกาล เส้นทางท่องเที่ยว รวมถึงสิทธิพิเศษและโปรโมชั่น จากสำนักงาน ททท. 45 แห่ง และ 2 ศูนย์ เพื่อเชื่อมโยงความสนใจของนักท่องเที่ยวกับประสบการณ์ที่สามารถออกเดินทางไปสัมผัสได้จริงใน 77 จังหวัดทั่วไทย พร้อมส่งเสริมการเดินทางสู่เมืองหลัก เมืองน่าเที่ยว และชุมชนท้องถิ่น และเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย กระจายรายได้สู่ภูมิภาค และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนได้ค้นพบเสน่ห์ไทยในรูปแบบที่ตรงกับความสนใจของตนเอง
ภายใต้โครงการดังกล่าว ททท. ได้ต่อยอดเปิดตัว “Thailand Feeling Map” ในเว็บไซต์ tourismthailand.org เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมแบ่งปันความรู้สึกและประสบการณ์จากการเดินทางในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ผ่านการบอกเล่าเรื่องราว ความประทับใจ และมุมมองที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวจริง เพื่อร่วมสร้างแผนที่แห่งความรู้สึกของประเทศไทยจากประสบการณ์ของนักเดินทางทั่วประเทศ นอกจากนี้ ผู้ร่วมกิจกรรมยังมีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลและสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ บัตรโดยสารเครื่องบิน เวาเชอร์ที่พัก บริการสปา กิจกรรมท่องเที่ยว และบัตรเติมน้ำมัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ททท. ในแต่ละภูมิภาคเตรียมขยายผลจัดกิจกรรมภายใต้โครงการฯ เพื่อนำเสนอโปรโมชันการตลาด และเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง อาทิ ภาคเหนือ ชวน“สุขทันที…ฤดูนี้ ฤดูเหนือ” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวคุณภาพได้อย่างยั่งยืนในทุกฤดูกาล
ตัวอย่างกิจกรรมไฮไลต์ Feel All The Feelings @ mae hong son : Rainy Charm จ.แม่ฮ่องสอน สัมผัส “3 สุข” (สุขกาย สุขใจ และสุขภาพดี) ท่ามกลางเสน่ห์สายฝนแม่ฮ่องสอน กับเทศกาลดนตรี Pai Jazz & Blues Festival ในวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2569,
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เตรียมส่งมอบประสบการณ์ “5 Feeling of Isan : สัมผัสอีสานผ่านประสบการณ์ 5 Senses” โดยนำเสนอกิจกรรมไฮไลต์ NAKA ART 2026 “นาคาโชว์ พ(ร)าว : NAKA SOUL PROUD” เทศกาลสร้างสรรค์ลุ่มน้ำโขงที่รวบรวมศิลปิน ชุมชน ผู้ประกอบการด้านงานคราฟต์ อาหาร ดนตรี และการท่องเที่ยวจากจังหวัดอุดรธานี หนองคาย และบึงกาฬ มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราว “พญานาคแห่งลุ่มน้ำโขง” ผ่านงานศิลปะร่วมสมัย
ภาคตะวันออก เตรียมนำเสนอแนวคิด Feel All The Feelings: เสน่ห์ตะวันออก ครบทุกอารมณ์ “เลือกฟีลที่ใช่ แล้วออกไปเจอตะวันออกในแบบคุณ ผ่านกิจกรรม Feel All The Feelings @CHANTHABURI “จันท์ อวด ดี ² : เปิดพื้นที่อวดเมือง ส่งมอบความสุขยกกำลัง 2” จังหวัดจันทบุรี สัมผัสสุขในทุกมุมของชุมชนริมน้ำจันทบูร โชว์ศักยภาพธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ด้านอาหาร
ภาคกลาง พร้อมเสิร์ฟประสบการณ์การท่องเที่ยว“เที่ยวใกล้บ้าน@ภาคกลาง” กับหลากหลายเส้นทางท่องเที่ยว อาทิ เส้นทาง Green Heart Tourism ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และปทุมธานี ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน-31 สิงหาคม 2569, ย้อนวันวานในงาน “Feel All the Feelings @ Angthong : อ่างทอง ย้อนยุค สุขยกตลาด” ณ ตลาดป่าโมก ริมแม่น้ำเจ้าพระยาวันที่ 26–27 มิถุนายน และ 24–25 กรกฎาคม จังหวัดอ่างทอง “Feel All the Feelings @ Kanchanaburi : KaengPa & Coffee” ระหว่างวันที่ 17-19 กรกฎาคม 2569 งาน “Suphan Tower Tone & Taste” จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นต้น
ขณะที่ภาคใต้ ชวนเดินทาง “สัมผัสเสน่ห์ใต้ เชื่อมทุกความรู้สึก เชื่อมใจเข้ากับธรรมชาติ เชื่อมผู้คนเข้ากับวัฒนธรรม ออกเดินทางไปค้นพบภาคใต้ในแบบของคุณ” สัมผัสมนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมบาบ๋า-เพอรานากันกับกิจกรรม Feel All The Feelings @ Phuket : Illuminating Peranakan-Where Heritage Comes Alive in Light วันที่ 23–29 สิงหาคม 2569 โดยนำเทคโนโลยี Projection Mapping มาถ่ายทอดเรื่องราวบนอาคารประวัติศาสตร์ในย่านเมืองเก่า ผสานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเข้ากับมรดกทางวัฒนธรรม นอกจากกิจกรรมไฮไลต์ของแต่ละภูมิภาคแล้ว ยังมีกิจกรรมอีกมากมายทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยให้คึกคักตลอดช่วง Green Season
โครงการ “เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings” จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของการท่องเที่ยวไทยในมิติใหม่ ผ่านการนำเสนอเสน่ห์ไทยที่หลากหลายในแต่ละพื้นที่ของประเทศ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวได้ค้นพบจุดหมายปลายทางที่สอดคล้องกับความสนใจและความรู้สึกของตนเอง และต่อยอดไปสู่การออกเดินทางท่องเที่ยวไทยได้ตลอด 365 วัน ทั้งนี้ ททท.ขอเชิญชวนคนไทยร่วมค้นหาคำตอบว่า “What Does Thailand Feel Like?” และออกไปสัมผัสเสน่ห์ไทยในแบบที่ตรงกับความรู้สึกของคุณ ผ่านกิจกรรม เทศกาล และประสบการณ์ท่องเที่ยวที่หลากหลายทั่วประเทศ โดยสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ในโครงการได้ที่ Facebook Page: เสน่ห์ไทย Feel All The Feelings
#AmazingThailand #สุขทันทีที่เที่ยวไทย #FeelAllTheFeelings #ThailandFeelingMap
ในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการดูแลผิวจาก …
🍔 ชุดเบอร์เกอร์: อร่อยง่ายๆ กับเบอร์เกอร์ 1 ช …
ถึงเวลาที่ชิ้นส่วนจะกลับมาประกอบกันอีกครั้ง!! เมื่อ P1Harmony บอยกรุ๊ปจาก FNC Entertainment ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลตั้งแต่เดบิวต์ ประกาศเอเชียทัวร์พร้อมมีชื่อของประเทศไทยอยู่ในลิสต์จุดหมายปลายทาง สมใจแฟนๆ ที่เฝ้ารอการกลับมาอีกครั้งของพวกเขา กับงาน 2026 P1Harmony ASIA STAGE [BE UNIQUE] IN BANGKOK ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 เวลา 18.00 น. ณ MCC HALL ชั้น 3, THE MALL LIFESTORE BANGKAE เรียกว่าเป็นข่าวดีที่ทำเอาเหล่า P1ece ชาวไทย (พีซ : ชื่อแฟนด้อม) ตื่นเต้นกันทั้งด้อม

ครั้งนี้ ผู้จัดงาน Jetfuel พร้อมอาสาพาชิ้นส่วนเล็กๆ ที่กระจายอยู่คนละมุมมาประกอบเป็นภาพที่สมบูรณ์แบบ ท่ามกลางโปรดักชัน แสง สี เสียง และเวทีที่เตรียมยกระดับทุกอารมณ์ให้ร้อนแรงกว่าที่เคย ขณะที่ 6 สมาชิกอย่าง “กีโฮ” (KEEHO), “เธโอ” (THEO), “จีอุง” (JIUNG), “อินทัก” (INTAK), “โซล” (SOUL) และ “จงซอบ” (JONGSEOB) ก็พร้อมสาดความสุขให้แฟนคลับด้วยสเตจสุดเดือด เพอร์ฟอร์แมนซ์ทรงพลัง และเสน่ห์อันโดดเด่นของสมาชิกแต่ละคน พร้อมขนเซ็ตลิสต์เพลงฮิตมาเสิร์ฟแบบจัดเต็ม เพื่อเปลี่ยนทั้งฮอลล์ให้กลายเป็นแอเรียแห่งความสนุกและพลังเสียงเชียร์แบบไร้ขีดจำกัด

โดยงาน 2026 P1Harmony ASIA STAGE [BE UNIQUE] IN BANGKOK เปิดจำหน่ายบัตรวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ผ่านทาง ThaiTicketMajor ราคาบัตร VIP 5,880 บาท, 4,880 บาท และ 3,880 บาท พร้อมลุ้นรับสิทธิพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น Hi Touch, Sound Check, Group Photo (6:1) และ Group Photo (6:15), Signed Polaroid รวมถึงทุกราคาบัตรจะได้รับ Official Poster, Photo Card และ Invitation เป็นของที่ระลึกสุดพิเศษจากงานอีกด้วย
นี่คือโอกาสที่ P1ece ชาวไทยจะได้สัมผัสทุกการรอคอย สัมผัสทุกความพิเศษที่อยากเห็นด้วยตาตัวเอง ดังนั้นห้ามพลาดมาร่วมเป็นหนึ่งชิ้นส่วนสำคัญเติมเต็มความทรงจำของ P1Harmony ให้สมบูรณ์อีกครั้งในประเทศไทย!! ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FB: Jetfuel, X: jetfuelogMusic, IG: jetfuelog_musicpublishing
#P1Harmony
#P1Harmony2026AsiaStage
สัญลักษณ์แห่งความเป็นเลิศของอิตาเลียนไลฟ์สไตล …
Bangkok – Last week with “Noche de LUZ Fiesta opening” of LUZ Bangkok Tapas Bar marks a captivating addition to the culinary landscape, perched atop the 33rd and 34th floors of the INNSiDE by Meliá Bangkok Sukhumvit hotel, the urban Lifestyle Hotel in the bustling On Nut district. LUZ Bangkok Tapas Bar is your passport to an authentic Spanish culinary experience combined with a high-energy rooftop ambiance. Quality seamlessly blends with fun, as delectable food and drinks come to life with a side of smiles and stories.

LUZ Bangkok Tapas Bar invites you to indulge in the essence of Spanish culture, where passionate chefs and bartenders, in a lush bar lounge setting, craft culinary delights and hand-crafted cocktails that transport guests to the vibrant streets of Spain. It’s the perfect place to hang out with friends and family or celebrate with colleagues while savoring authentic Spanish cuisine and a selection of Spanish wine and beer.
At LUZ Bangkok Tapas Bar, the menu showcases an array of Spanish delights, with each dish thoughtfully crafted to capture the essence of Spain’s diverse culinary traditions.

Arroz Caldoso De Marisco is a must-try for seafood enthusiasts. This creamy Seafood Paella tantalizes taste buds with the rich flavors of the sea, combining succulent seafood and perfectly cooked rice to create a harmonious symphony of flavors.
For something indulgent, Las Croquetas present a heavenly choice. Available with a choice of truffle or Iberic ham, these croquetas offer a perfect blend of textures and flavors. Each bite offers a delicious journey of creamy, crispy, and savory goodness.
For those seeking a lighter option with a kick, Aguacate, Mojo Verde Y Manchego stands as the ultimate dish. Featuring grilled avocado, confit tomatoes, spicy green Mojo, and Manchego cheese, this dish presents a beautifully balanced combination of freshness and spice in every bite.

Leading the culinary journey is Chef Laia Ferrer, the Spanish chef de cuisine at LUZ Bangkok Tapas Bar. Hailing from Barcelona, Chef Laia boasts a remarkable international culinary career. She honed her skills at prestigious establishments such as the Ritz-Carlton Maldives and the two Michelin-starred restaurant El Portal in Spain.

Chef Laia’s expertise and passion infuse every dish served at LUZ Bangkok Tapas Bar with the authentic flavors of Spain. Her culinary journey has taken her to some of the world’s most renowned kitchens, and she brings this wealth of experience to Bangkok’s vibrant dining scene.

“We are delighted to bring LUZ Bangkok Tapas Bar to life, right here in the heart of Bangkok, with Chef Laia Ferrer at the helm, bringing her culinary roots to the table,” says Aarron Nelson, General Manager of INNSiDE by Meliá Bangkok Sukhumvit. “The word ‘LUZ’ means ‘light’ in Spanish, and indeed, LUZ Bangkok Tapas Bar shines as a beacon of Spanish culture and cuisine, lighting up the Bangkok skyline.”
LUZ Bangkok Tapas Bar welcomes guests daily from 4 pm till midnight. The two-story venue is a haven for those seeking a memorable dining experience in Bangkok’s thriving On Nut district.
For reservations, please call 02 340 5499 or email at luz@innsidebangkok.com.
Follow LUZ Bangkok Tapas Bar on social media at Instagram or Facebook, or visit the website,
https://www.melia.com/en/hotels/thailand/bangkok/innside-bangkok-sukhumvit/restaurants/luz-bangkok-tapas-bar,