Recent Posts

“นิโคตินซอง”  ทางเลือกของคนสูบบุหรี่ ใช้ได้ทันที ไม่รบกวนคนรอบข้าง

“นิโคตินซอง” ทางเลือกของคนสูบบุหรี่ ใช้ได้ทันที ไม่รบกวนคนรอบข้าง

0 0
Read Time:3 Minute, 42 Second

เคยเป็นไหม บางครั้งที่คุณกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุม แล้วการประชุมยาวเกินกว่าที่คุณคิดไว้ ความอยากสูบมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่คุณออกไปจากที่นี่ไม่ได้ หรือบางครั้งที่คุณนั่งบนเครื่องบินยาว 7 ชั่วโมง คุณไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากต้องอดทนต่อไปเรื่อย ๆ

ซึ่งในความเป็นจริง คุณไม่ได้อยากอดทน แค่คุณไม่สามารถทำอะไรได้นั่นแหละ คือ ปัญหาที่สามารถแก้ได้ด้วย “นิโคตินซอง”

ขอเน้นย้ำว่า ไม่ได้มีไว้สำหรับคนที่ไม่เคยใช้นิโคตินมาก่อน รวมถึงเด็กและวัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ หรือคนที่มีโรคหัวใจ

นิโคตินซองคืออะไร

นิโคตินซอง หรือ Nicotine Pouch คือผลิตภัณฑ์ขนาดเล็กคล้ายซองชา ภายในบรรจุนิโคติน เส้นใยจากพืช และมีสารแต่งกลิ่นหรือรสชาติ วิธีใช้สามารถนำซองไปวางไว้ระหว่างเหงือกกับริมฝีปาก เพื่อให้นิโคตินค่อยๆ ซึมผ่านเยื่อบุในช่องปากเข้าสู่ร่างกาย ข้อดีที่ทำให้นิโคตินซองได้รับความนิยม คือ ไม่ต้องจุดไฟ, ไม่มีควันไม่มีกลิ่นให้คนรอบข้างเดือดร้อน, พกพาง่ายใช้งานสะดวก, ไม่ทิ้งเถ้า และไม่มีใครรู้ว่าคุณใช้อยู่ หลายคนจึงมองว่านิโคตินซองถือเป็นเป็นทางเลือกใหม่ของคนสูบบุหรี่ที่ยังเลิกไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากสร้างมลพิษให้คนรอบข้าง

โมเมนต์ที่คนบอกว่า “ขาดไม่ได้”

ในออฟฟิศและห้องประชุม — อยากสูบแต่ออกไปไม่ได้ แค่ใช้ก่อนเข้าประชุม ก็สามารถนั่งประชุมได้ยาวนาน ไม่ต้องอดทนจนประชุมจบ
บนเครื่องบินหรือในรถ — ไฟลท์ข้ามคืน เดินทางไกล เป็นที่ทรมานที่สุดสำหรับคนติดสูบ และใช้นิโคตินซองแก้ปัญหานี้ได้เลยไม่ต้องรอลงจากเครื่อง
ที่ที่มีป้ายห้ามสูบ — โรงพยาบาล ห้างฯ โรงหนัง สถานที่ราชการ เมื่อคุณต้องไปจัดการธุระเป็นเวลานาน แต่คุณอยู่ใรที่เหล่านี้ ก็สามารถใช้ได้โดยที่ไม่มีใครรู้

ปัจจุบันนิโคตินซองมีการพัฒนาตัวเลือกหลากหลายมากขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ตามความต้องการ โดยแบ่งระดับและประเภทได้ตามนี้

1.     ระดับนิโคติน แต่ละแบรนด์จะมีระดับความเข้มของนิโคตินหลายระดับ ตั้งแต่ระดับเบาไปจนถึงระดับเข้มข้น
2.     รสชาติและกลิ่น ที่มีให้เลือกหลากหลายตามความชอบของแล่ละคน เช่น กลิ่นมิ้นต์  กลิ่นเมนทอล กลิ่นเย็นสดชื่น กลิ่นผลไม้
3.     ขนาดของซอง บางแบรนด์มีแบบซอง Slim หรือ Mini เพื่อเวลาใช้จะดูแนบเนียนและไม่ให้คนอื่นเห็นง่าย

ในตลาดมีอะไรบ้าง? : ตอนนี้ในไทยมีหลายยี่ห้อให้เลือก แต่ละเจ้าให้ฟีลไม่เหมือนกัน แม้ mg เท่ากัน

          Velo — ซองแบบ slim มีความชื้นเล็กน้อย รสชาติออกตัวไวและชัดเจนกว่า เหมาะคนที่อยากได้ผลเร็ว รสฮิตคือ Mighty Peppermint และ Arctic Grapefruit ราคา 289 บาท
          ZYN — ผลิตและนำเข้าจากสวีเดน ขึ้นชื่อเรื่องการใช้งานที่สะดวก พกพาง่าย และมีรสชาติที่นุ่มนวล ซองแบบ dry ปล่อยนิโคตินช้าแต่อยู่ได้นาน มีให้เลือกหลายรส เช่น Cool Mint, Spearmint, Coffee และ Peach ราคา 80 บาท
          Clew — น้องใหม่ที่เน้นความคุ้มค่า เข้าถึงง่าย รสชาติหลักๆ เป็นแนวเย็นสดชื่น เช่น Mint และ Blueberry Ice ราคา 159 บาท
          Après — สายคราฟต์จากสวีเดน ถ้าชอบรสชาติที่แปลกและซับซ้อน แบรนด์นี้น่าลอง มีรสอย่าง Cola, Lemon Curd และ Ice Tea Peach ราคา 250 บาท

เลือก mg ยังไงดี? เทียบกับที่สูบอยู่ได้เลย

1–3 mg — สูบบุหรี่ แต่ไม่เคยใช้ Nicotine Pouch
4–6 mg — ระดับกลาง นิยมสุด หลังจากชินกับความซ่า
7–12 mg — สายติดจัด
นิโคตินเสพติดสูง (15 mg+ ) มีผลต่อหัวใจและสมอง ถึงไม่มีควัน

ทางเลือกใหม่ที่กำลังเติบโต

ปัจจุบันกระแสนิโคตินซองกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ เพราะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกและความเป็นส่วนตัวในการใช้งาน  แต่อย่างก็ตาม นิโคตินซองถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเท่านั้น หากคุณยังเลิกบุหรี่ไม่ได้ และไลฟ์สไตล์ไม่เอื้อต่อการออกไปสูบ ก็ให้นิโคตินซองเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของคุณ สามารถใช้ได้ทันที คุณไม่จำเป็นต้องรอหรือเสียเวลาออกไปสูบ และที่สำคัญ ไม่มีกลิ่นไม่มีควัน ไม่รบกวนคนรอบข้างหรือสร้างมลพิษทางอาการให้กับสังคม

สุดท้ายนี้ ผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้รอบด้าน และใช้อย่างเหมาะสม รวมถึงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินที่นำเข้าไทยอย่างถูกกฎหมาย

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Facebook Comments Box
ภาคอุตสาหกรรมไทยเร่งปรับตัวรับ Supply Chain Shift ชูเทคโนโลยี-วัสดุ-นวัตกรรม ขับเคลื่อน “Cost-Effective Platform” ใน INTERMACH & Plastics & Rubber Thailand 2026

ภาคอุตสาหกรรมไทยเร่งปรับตัวรับ Supply Chain Shift ชูเทคโนโลยี-วัสดุ-นวัตกรรม ขับเคลื่อน “Cost-Effective Platform” ใน INTERMACH & Plastics & Rubber Thailand 2026

0 0
Read Time:4 Minute, 34 Second

กรุงเทพมหานคร – ภาคอุตสาหกรรมการผลิตไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain Shift) และแรงกดดันด้านต้นทุน รวมถึงข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น โดยผู้บริหารจาก 3 องค์กรหลักได้ร่วมสะท้อนมุมมอง ผ่านเวที Executive Interviewเพื่อชี้ทิศทางอุตสาหกรรมและโอกาสของผู้ประกอบการไทย

ภายใต้บริบทดังกล่าว งาน INTERMACH 2026 ซึ่งเป็นเวทีแสดงเทคโนโลยีเครื่องจักรอุตสาหกรรมและระบบการผลิตระดับนานาชาติของอาเซียน จะจัดขึ้นร่วมกับงาน Plastics & Rubber Thailand 2026 งานแสดงนวัตกรรมด้านวัสดุ พลาสติก และยางแห่งอนาคต ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Innovation) ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยทั้งสองงานมีบทบาทสำคัญในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยง “เทคโนโลยีการผลิต + วัสดุ + ซัพพลายเชน” เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร


ข้อมูลอุตสาหกรรมล่าสุดชี้ว่า ภาคการผลิตในเอเชียยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลาสติกและยางที่เป็นหนึ่งในฐานการผลิตหลักของหลายอุตสาหกรรมปลายน้ำ ตั้งแต่ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการทั่วภูมิภาคกำลังเร่งลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ทั้ง AI, Automation และ Smart Manufacturing ควบคู่ไปกับการพัฒนาวัสดุทางเลือก วัสดุน้ำหนักเบา และวัสดุรีไซเคิล เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนและยกระดับประสิทธิภาพการผลิต

ในปี 2026 แนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตในอาเซียนคือการเปลี่ยนผ่านสู่ “โรงงานอัจฉริยะ” ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและระบบอัตโนมัติ ควบคู่กับการพัฒนา “วัสดุอัจฉริยะ (Advanced Materials)” ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพและความยั่งยืน ตั้งแต่การใช้ AI ในการควบคุมคุณภาพ การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ ไปจนถึงการใช้ Digital Twin และระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ รวมถึงนวัตกรรมด้านพลาสติกและยางที่ช่วยลดของเสีย ลดต้นทุน และเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิตได้อย่างเป็นรูปธรรม


คุณกุลโชค โพธิ์พัฒนชัย นายกสมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย (TARA) กล่าวว่า “วันนี้ผู้ผลิตไม่ได้แข่งขันกันที่ ‘กำลังการผลิต’ เพียงอย่างเดียวแต่แข่งขันกันที่ ‘ความแม่นยำ ความเร็ว และความสามารถในการควบคุมต้นทุน’

เทคโนโลยีอย่าง Automation, Robotics และ Smart Manufacturing จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของการผลิต’ ที่ช่วยลดต้นทุนต่อหน่วย เพิ่ม Productivity และลดความผิดพลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน การใช้ระบบดิจิทัลและข้อมูลทำให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจได้เร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญในตลาดที่มีการแข่งขันสูง และงาน INTERMACH 2026 คือเวทีที่ผู้ประกอบการจะได้เห็นโซลูชันจริง ทดลองจริงและเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเองได้อย่างมั่นใจ”


ด้านคุณวิโรจน์ ศิริธนาศาสตร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย กล่าวว่า “อุตสาหกรรมกำลังก้าวไปสู่การผลิตชิ้นส่วนที่มีความซับซ้อนมากขึ้น น้ำหนักเบา และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างชัดเจน เทคโนโลยีแม่พิมพ์จึงต้องพัฒนาไปสู่ Smart Mold ที่สามารถเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และปรับปรุงกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ได้คุณภาพที่สม่ำเสมอและลดความสูญเสียในทุกขั้นตอน

สิ่งสำคัญคือ เทคโนโลยีแม่พิมพ์ขั้นสูงสามารถช่วยให้ผู้ผลิตใช้วัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุทางเลือกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เพิ่มภาระด้านเวลาในการผลิต(Cycle Time) หรือทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Sustainability และ Cost Efficiency ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถเดินไปพร้อมกันได้ หากมีเทคโนโลยีและการออกแบบกระบวนการที่เหมาะสม”


คุณเมธาวัจน์ เศรษฐจินดาเจริญ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “INTERMACH และ Plastics & Rubber Thailand 2026 ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Cost-Effective Platform โดยเรามองว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ผู้ประกอบการไม่ได้ต้องการเพียงแค่การเห็นเทคโนโลยีใหม่ แต่ต้องการโซลูชันที่สามารถนำไปใช้ได้จริงและสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน

งานนี้ จึงเป็นมากกว่าพื้นที่แสดงเทคโนโลยี แต่คือ ecosystem อุตสาหกรรมที่ครบวงจรอย่างแท้จริง ที่รวบรวมทั้งเทคโนโลยีการผลิต นวัตกรรมวัสดุ และผู้เชี่ยวชาญที่มีองค์ความรู้ ไว้ในที่เดียว

ในด้านการแสดงเทคโนโลยี INTERMACH 2026 นำเสนอเครื่องจักรและโซลูชันการผลิตชั้นนำจากกว่า 2,000 แบรนด์ทั่วโลก ขณะที่ Plastics & Rubber Thailand 2026 รวบรวมนวัตกรรมวัสดุและกระบวนการผลิตด้านพลาสติกและยางที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่ครบครัน นอกจากนี้ ทั้งสองงานยังเป็นเวทีที่องค์กรและหน่วยงานชั้นนำมาร่วมผลักดันอย่างคับคั่ง ทั้งสมาคมภาคอุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ผ่านการประชุมสัมมนาเชิงลึกกว่า 50 หัวข้อ ครอบคลุมตั้งแต่ทิศทาง Smart Manufacturing, Sustainability, Supply Chain Transformation ไปจนถึงการจัดงานร่วมกับงาน SUBCON Thailand, Future Mobility Thailand และ Tyrexpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย

สิ่งเหล่านี้ทำให้งานนี้เป็น ‘แพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้เร็วขึ้น’ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือการสร้างเครือข่ายธุรกิจใหม่ๆ ภายใต้ระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ครบวงจร” ในวันที่เทคโนโลยีและข้อมูลกลายเป็นหัวใจของการผลิต ผู้ประกอบการที่สามารถเข้าถึงและตัดสินใจได้เร็ว ย่อมได้เปรียบในเกมการแข่งขันระดับโลก

งาน INTERMACH และ Plastics & Rubber Thailand 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–16 พฤษภาคม 2569 ณ ไบเทค บางนา โดยเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมเทคโนโลยีการผลิต นวัตกรรมวัสดุ และโอกาสทางธุรกิจไว้ในที่เดียว เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวสู่อนาคตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Facebook Comments Box
“SUBCON Thailand 2026 เดินหน้าสร้างโอกาสผู้ประกอบการไทย เชื่อมสู่ Supply Chain โลก รับเม็ดเงินลงทุนทะลุ 1.87 ล้านล้านบาท”

“SUBCON Thailand 2026 เดินหน้าสร้างโอกาสผู้ประกอบการไทย เชื่อมสู่ Supply Chain โลก รับเม็ดเงินลงทุนทะลุ 1.87 ล้านล้านบาท”

0 0
Read Time:5 Minute, 52 Second
บีโอไอ ผนึกกำลัง สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย และ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่เวทีโลก ผ่านกิจกรรมสำคัญ ที่งาน SUBCON Thailand 2026

กรุงเทพฯ – สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับ อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย และสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย จัดงานแถลงข่าว “SUBCON Thailand 2026” โดยปีนี้ก้าวสู่ปีที่ 20 เพื่อประกาศความพร้อมในการจัดงานเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตและซัพพลายเชน ซึ่งงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–16 พฤษภาคม 2569 ณ ไบเทค บางนา ภายใต้แนวคิดการเป็น “SOURCING INNOVATION SHAPING TOMORROW” งาน SUBCON Thailand 2026 มุ่งเน้นการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมเปิดโอกาสให้เกิดการจับคู่ธุรกิจจริงระหว่างผู้ซื้อระดับโลกและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย


คุณฐนิตา ศิริทรัพย์ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ในช่วงเวลาที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังปรับตัว นับเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและจัดหาชิ้นส่วนศักยภาพสูงของภูมิภาค โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ และดิจิทัล บีโอไอจึงเดินหน้าทำหน้าที่มากกว่าการส่งเสริมการลงทุน แต่เป็น “ผู้เชื่อมโยงโอกาส” สู่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ไทย ผ่านหลายมาตรการ ไม่ว่าจะเป็น มาตรการส่งเสริมการลงทุนสำหรับ SMEs มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) การพัฒนาทักษะแรงงาน และการจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อระดับโลก สำหรับงาน SUBCON THAILAND 2026 ถือเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันให้ผู้ผลิตไทยเข้าสู่ Supply Chain โลกอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าซื้อขายกว่า 24,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยต่อยอดให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในเศรษฐกิจยุคใหม่

คุณฐนิตากล่าวเพิ่มเติมว่า ในงาน SUBCON Thailand ปีนี้ บีโอไอยังได้จัดงาน BOI Symposium 2026 ภายใต้แนวคิด “Thailand: Driving Toward Smart and Green Mobility” เพื่อสะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ที่มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์แห่งอนาคตและระบบการผลิตอัจฉริยะ


นอกจากนี้ ในบริบทที่อุตสาหกรรมโลกให้ความสำคัญกับการแข่งขันควบคู่กับความยั่งยืน บีโอไอยังมีแนวทางเชิงรุกในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ยกระดับสู่การเป็น Smart & Green Industry ทั้งในด้านการใช้เทคโนโลยีอัตโนมัติ การปรับกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับข้อกำหนดสากล

“SUBCON Thailand 2026 จะทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมสำคัญ” ที่ทำให้โอกาสจากเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่เกิดขึ้นจริง โดยเป็นเวทีที่รวบรวมผู้ซื้อระดับโลกและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยมาเจรจาธุรกิจ ช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ และปรับตัวสู่การเป็นผู้ผลิตที่มีศักยภาพในระดับโลกอย่างยั่งยืน” คุณฐนิตา กล่าว


คุณชนินทร์ ขาวจันทร์ นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และระบบอัตโนมัติ ยังคงเป็นโอกาสเชิงโครงสร้างที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคการผลิตทั่วโลกกำลังเร่งปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีขั้นสูงและการผลิตอัจฉริยะ

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ ทั้งในด้านการแข่งขันด้านต้นทุน การผลิตในระดับ Economy of Scale รวมถึงการแข่งขันจากผู้ผลิตรายใหญ่ในต่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตไทยยังมีจุดแข็งในด้านความยืดหยุ่น คุณภาพ และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งหากได้รับ “โอกาส” และ “การเชื่อมโยงที่เหมาะสม” ก็สามารถยกระดับเข้าสู่ Supply Chain ของอุตสาหกรรมใหม่ได้

“EV และอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เครื่องมือแพทย์ อากาศยาน ระบบขนส่งมวลชน และระบบอัตโนมัติ เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่มูลค่าเพิ่ม”

“การเปลี่ยนผ่านเป็นการปรับตัวทั้งระบบ โดยผู้ผลิตชิ้นส่วนต้องยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และความสามารถตอบงานที่ซับซ้อน”

“ในกรณีของผู้ผลิต BEV ในไทยมีรุ่นหลากหลายแต่ปริมาณต่อรุ่นต่ำ จึงอยากสร้าง Economy of Scale ทำให้ชิ้นส่วนมีต้นทุนสูงกว่าการนำเข้าจากจีน แม้ลงทุนเทคโนโลยี สมาชิกพร้อมสู้หากได้รับโอกาสและการสนับสนุนจากรัฐ เช่น มาตรการส่งเสริมชิ้นส่วนในประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยี”

“แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยก็เริ่มปรับตัวเร็วและพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของ supply chain ใหม่”

“สิ่งสำคัญในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านราคา แต่คือการพัฒนาศักยภาพให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อนมากขึ้นของผู้ซื้อระดับโลก ทั้งในด้านมาตรฐาน เทคโนโลยี และความน่าเชื่อถือ”

“หากเชื่อมโอกาสกับแพลตฟอร์มอย่าง SUBCON Thailand ได้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยก้าวทันและก้าวนำ แต่ต้องยอมรับการแข่งขันจากผู้ผลิตจีนที่มี Economy of Scale สูง ในปีที่ผ่านมา SUBCON Thailand สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง ทั้งการพบผู้ซื้อใหม่ เปิดตลาด และต่อยอดความร่วมมือระยะยาว มีสมาชิกยกระดับเป็น supplier ให้ต่างชาติ แต่ยังมีหลายรายที่ยังไม่ใช้เวทีนี้ จึงเชิญชวนให้มาใช้โอกาสและต้องอดทนสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้า”

“ปีนี้สมาคมฯ พร้อมเข้าร่วม SUBCON Thailand 2026 นำสมาชิกจากยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร โลหะการ และพลาสติก มาแสดงศักยภาพ อีกทั้งจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเพราะเห็นคุณค่าการรวมกลุ่มที่สร้างโอกาสทางธุรกิจ”“ความคาดหวังปีนี้เน้น ‘คุณภาพของความร่วมมือ’ เพื่อธุรกิจระยะยาว สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อระดับโลก ให้ SUBCON เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ลดต้นทุนและการปล่อย CO2 พร้อมให้ภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องมาร่วมคิดพัฒนาอุตสาหกรรมไทย”

“SUBCON Thailand เป็นเวทีที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง ทั้งการขยายตลาด การเข้าถึงผู้ซื้อรายใหม่ และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาว เราคาดหวังว่าในปีนี้ จะเกิดความร่วมมือที่มี ‘คุณภาพ’ มากยิ่งขึ้น และสามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมไทย” คุณชนินทร์ กล่าว


คุณสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ความสำเร็จของงานเกิดจากความร่วมมือระหว่างบีโอไอ สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย และอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ซึ่งช่วยผสานจุดแข็งของแต่ละภาคส่วน

“เราไม่ได้สร้างเพียงงานแสดงสินค้า แต่เรากำลังสร้าง ‘Ecosystem Platform’ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของอุตสาหกรรม” สำหรับปีนี้ งาน SUBCON Thailand 2026 จะจัดร่วมกับ 4 งานอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ INTERMACH, Plastics & Rubber Thailand, Future Mobility Thailand และ TyreXpo Asia Bangkok & AutoMROtive 2026 ซึ่งจะทำให้เกิดแพลตฟอร์มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ครอบคลุมทั้งระบบการผลิต เทคโนโลยี และซัพพลายเชนในที่เดียว


ภายในงานยังคงเน้นกิจกรรม Business Matching ที่พัฒนาให้มีความแม่นยำและตรงเป้าหมายมากขึ้น รวมถึง Buyers’ Village โซนพิเศษที่เปิดเผยความต้องการ sourcing จากผู้ซื้อระดับโลกโดยตรง กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงผู้ซื้อคุณภาพ ลดต้นทุนการหาพันธมิตร และเพิ่มโอกาสในการปิดดีลธุรกิจจริง


SUBCON Thailand 2026 จึงไม่ใช่เพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็น “เวทีเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจระดับโลก” ที่ช่วยผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Facebook Comments Box