Recent Posts

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ปลุกพลัง Peach Power ต้านภัยมะเร็งมดลูกในไทย ชวนหญิงไทยฟังเสียงเตือนจากมดลูก รู้ทัน ตรวจเร็ว เพิ่มโอกาสรักษา พร้อมยกระดับ “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก” ชูนวัตกรรมแผลเล็ก-ส่องกล้องแม่นยำ

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ปลุกพลัง Peach Power ต้านภัยมะเร็งมดลูกในไทย ชวนหญิงไทยฟังเสียงเตือนจากมดลูก รู้ทัน ตรวจเร็ว เพิ่มโอกาสรักษา พร้อมยกระดับ “ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก” ชูนวัตกรรมแผลเล็ก-ส่องกล้องแม่นยำ

0 0
Read Time:8 Minute, 39 Second

กรุงเทพฯ, 11 สิงหาคม 2569 : ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ต้อนรับเดือนแห่งวันแม่ด้วยการจัดแคมเปญเพื่อผู้หญิงปลุกกระแส ‘ริบบิ้นสีพีช’ (Peach Ribbon) สัญลักษณ์สากลในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกในประเทศไทย ผ่านกิจกรรมบริการวิชาการสุขภาพด้านกลุ่มโรคทางนรีเวช ประจำปี 2569 ภายใต้แคมเปญ “Peach Power: พลังผู้หญิงไทย สู้ภัยมะเร็งมดลูก” โดยผนึกความร่วมมือกับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และชวนสตรีไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพมดลูก ครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนของโรค การเข้าถึงนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งมดลูกอย่างครบวงจร ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโภชนาการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงอย่างยั่งยืน โดยมี รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลิลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และทีมแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำโดย ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม (ศูนย์สุขภาพสตรี) โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, นพ.รวย กิตติคุณ ประธานคณะทำงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ , พญ.ฐานิตา เวชโช, พญ.หทัยภัทร สุขเจรียงพร แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมด้วย พญ.วทันยา คุวัฒนานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านโภชนศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และคุณปนัดดา วงศ์ผู้ดี แขกรับเชิญพิเศษ ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ในการส่งเสริมองค์ความรู้และพลังแห่งการดูแลเพื่อยกระดับสุขภาวะสตรีไทยให้ปลอดภัยจากโรคมะเร็งมดลูกอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุม CONVENTION HALL ชั้น 6 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ของมะเร็งมดลูก ว่าถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมีแนวโน้มพบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือกับภัยเงียบนี้และได้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูกขึ้น มีเป้าหมายสำคัญคือ “การยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจรโดยผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการรักษาที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด” สืบสานพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อ้ครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงจัดตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง ยกระดับการรักษามะเร็งให้ได้มาตรฐานสากล พัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิชาการ ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้ทัดเทียมนานาประเทศ


ด้าน ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวแสดงเจตนารมณ์ถึงความร่วมมือในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกว่า มดลูกของผู้หญิงเปรียบเสมือน “ผลพีช” ที่สวยงามและสมบูรณ์ แต่บางผลพีชอาจต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ พลังสีพีช หรือ Peach Power จึงเป็นพลังแห่งการดูแล โดยราชวิทยาลัยฯ มุ่งมั่นสนับสนุนให้ผู้หญิงไทย “ฟังเสียงเตือนจากมดลูก” สังเกตความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอาการเลือดออกผิดปกติอย่าปล่อยผ่านเด็ดขาด พร้อมลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อหยุดมะเร็งมดลูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


ภายในงานมีการเสวนาภายใต้หัวข้อ “Peach Power : Uterine Cancer Awareness Talk รู้ไว รักษาได้ นวัตกรรมขั้นสูงเพื่อหญิงไทยห่างไกลมะเร็งมดลูก” โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยสถิติจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติว่า ในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกรายใหม่สูงถึง 3,357 ราย (คิดเป็นอุบัติการณ์ 6.1 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คน) จัดเป็นมะเร็งทางนรีเวชที่พบบ่อยเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากมะเร็งปากมดลูก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต พร้อมชี้ว่าแม้จะไม่มีการตรวจคัดกรองในสตรีทั่วไป แต่ถือเป็นโรคที่มีข้อได้เปรียบเนื่องจากมักส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะแรก หากสังเกตพบอาการและตรวจพบไว อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีจะสูงมากกว่าร้อยละ 90

ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวชและการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์  ได้ให้ความรู้ถึงประเภทของมะเร็งมดลูกว่าสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 95 ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด และมะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก (Uterine sarcoma) ซึ่งเป็นมะเร็งที่เกิดจากชั้นกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของมดลูก พบได้น้อยประมาณร้อยละ 5 ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด แต่มีความรุนแรงและแนวทางการรักษาแตกต่างจากมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง “มะเร็งมดลูก” ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่หมายถึง มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด พร้อมเจาะลึกกลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ อาการผิดปกติ เช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด, สตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีเลือดออกทางช่องคลอด, ผู้ที่มีภาวะอ้วน, ผู้มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS), ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งมดลูกหรือมะเร็งลำไส้ และผู้ที่มีภาวะทางพันธุกรรมลินช์ซินโดรม (Lynch syndrome) โดยเน้นย้ำสโลแกนรณรงค์ว่า “เลือดออกผิดปกติ อย่าปล่อยผ่าน”  หากสังเกตอาการและมาพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก จะมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูง

ด้าน นพ.รวย กิตติคุณ ประธานคณะทำงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวชและการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำเสนอความก้าวหน้าทางนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยและการรักษาขั้นสูง โดยชูการตรวจด้วยเทคโนโลยี Office Hysteroscopy หรือการส่องกล้องตรวจโพรงมดลูกในห้องตรวจ ซึ่งช่วยให้มองเห็นและเก็บชิ้นเนื้อได้แม่นยำ เจ็บน้อย ไม่ต้องดมยาสลบ และกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน ร่วมกับเทคโนโลยีการผ่าตัดรักษาแผลเล็กผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery), การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Robotic Surgery) และนวัตกรรม Sentinel Lymph Node Mapping หรือการตรวจต่อมน้ำเหลืองเซนทิเนลเพื่อประเมินการกระจายของโรคเฉพาะต่อมแรกที่มีโอกาสรับการกระจายของเซลล์มะเร็ง แทนการเลาะต่อมน้ำเหลืองทั้งหมดในผู้ป่วยที่เหมาะสม ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในการรักษามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะเริ่มต้น วิธีนี้ให้ความแม่นยำในการประเมินการกระจายของโรค พร้อมทั้งช่วยลดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะภาวะขาบวมจากน้ำเหลืองคั่ง (Lymphedema) และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังการรักษา


นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาในการส่งเสริมการปรับพฤติกรรมและสร้างแรงบันดาลใจในหัวข้อ เมื่อ ‘ความอ้วน’ ชวนมะเร็งมาทักทาย: ปรับโภชนาการ พลิกชีวิตใหม่ให้สตรอง” โดย พญ.ฐานิตา เวชโช ได้ถอดรหัสกลไกความอ้วนว่า ไขมันส่วนเกินทำหน้าที่เหมือนโรงงานผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกิน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกได้รับการกระตุ้นจากเอสโตรเจนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมาถ่วงดุลอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ไม่มีการตกไข่หรือมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกถูกกระตุ้นเช่นนี้เป็นเวลานาน เซลล์จะมีการแบ่งตัวมากผิดปกติ เกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว และในบางรายอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ นอกจากนี้ ภาวะอ้วนยังสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวาน และการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกอีกด้วย ดังนั้น การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่ได้ช่วยป้องกันเพียงโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ พญ.หทัยภัทร สุขเจรียงพร ให้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยทางพันธุกรรม Lynch syndrome ว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีนที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมความเสียหายของ DNA ทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลายชนิดมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะ มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก รวมถึงอาจพบมะเร็งรังไข่และมะเร็งของอวัยวะอื่นได้ด้วย หากมีครอบครัวหรือญาติหลายคนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือมะเร็งที่เกิดในอายุน้อยกว่าปกติ ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง และพิจารณารับคำปรึกษาทางพันธุศาสตร์ รวมถึงการตรวจยีนเมื่อมีข้อบ่งชี้ สิ่งสำคัญคือ Lynch syndrome เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราสามารถลดผลกระทบได้ด้วยการรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยง เข้ารับการติดตามตามคำแนะนำของแพทย์ และรีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ เพราะการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้


ด้าน พญ.วทันยา คุวัฒนานนท์ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านโภชนศาสตร์คลินิก เน้นย้ำว่า การลดน้ำหนักลงเพียง 5–10% สามารถลดระดับฮอร์โมนแปรปรวนและการอักเสบในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยแนะนำให้ลดแป้งขัดสี น้ำตาล และเปลี่ยนมาทาน Whole Foods รวมถึงผักตระกูลกะหล่ำ เพื่อใช้โภชนาการเป็นยาต้านมะเร็ง ปิดท้ายด้วยแขกรับเชิญพิเศษ คุณบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่มาร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจให้สตรีไทยลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง ปรับไลฟ์สไตล์ และก้าวข้ามความอายในการเข้ารับการตรวจเช็กสุขภาพนรีเวช นอกจากนี้ ภายในงานยังเปิดบริการพิเศษให้สตรีกลุ่มเสี่ยงเข้ารับสิทธิ์ตรวจคัดกรองอัลตราซาวด์ทางนรีเวช ณ ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 2 พร้อมรณรงค์ให้สตรีไทยร่วมรู้ทันและป้องกันภัยมะเร็งมดลูกไปกับกิจกรรม Peach Care นิทรรศการความรู้นวัตกรรมทางการแพทย์ พร้อมโซนให้คำปรึกษาด้านสุขภาพสตรีและโภชนาการ และร่วมรณรงค์ส่งต่อพลังความรู้และแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพมดลูก ผ่านกิจกรรม Voice of Peach Power สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามนัดหมายเพื่อรับคำปรึกษาติดต่อได้ที่ ศูนย์สุขภาพสตรี อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน ชั้น 2 โซนโถงลิฟต์ A โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โทร 1118  ศูนย์สุขภาพสตรี กด 5266 หรืออัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพโดยเพิ่มเป็นเพื่อนกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทาง LINE OA @chulabhornhospital , Facebook โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ติดตามข่าวสารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ที่ www.cra.ac.th

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Facebook Comments Box
Vitafoods Asia 2026 ตัวเร่งอุตสาหกรรมสารสกัดไทย ชูงานวิจัย – เครือข่ายโลก สร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ ขานรับตลาดโภชนาการสุขภาพโลกโตทะลุล้านล้านดอลลาร์

Vitafoods Asia 2026 ตัวเร่งอุตสาหกรรมสารสกัดไทย ชูงานวิจัย – เครือข่ายโลก สร้างมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ ขานรับตลาดโภชนาการสุขภาพโลกโตทะลุล้านล้านดอลลาร์

0 0
Read Time:5 Minute, 42 Second

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เตรียมจัดงาน Vitafoods Asia 2026 ภายใต้แนวคิด “Nutraceuticals Trends Across Generations” สะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเสริมอาหารและสารสกัดเพื่อสุขภาพ ที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกช่วงวัย ด้วยงานวิจัย และเชื่อมเครือข่ายทั่วโลก ด้วยงานแสดงสินค้า เทคโนโลยี และนวัตกรรมส่วนผสมสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย โดยระดมบริษัทในอุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่กว่า 600 บริษัท จาก 40 ประเทศ ยกทัพไฮไลต์ใหม่ “Australia Pavilion – Pet Nutraceutical Showcase – Thailand Health Product Awards” และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


อุตสาหกรรมเสริมอาหารและสารสกัดเพื่อสุขภาพ ทั่วโลกเติบโตก้าวกระโดด

ผลวิเคราะห์จากสำนักวิจัยชั้นนำอย่าง Grand View Research และ Fortune Business Insights คาดการณ์มูลค่าตลาดโภชนเภสัชและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโลกจะทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 – 2034 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึง 7.7 – 10.58% โดยมีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน ด้วยส่วนแบ่งตลาดเกือบ 40% ของมูลค่ารวมทั่วโลก ผลักดันด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการรับมือกับสังคมผู้สูงวัย


นางสาวรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ – ภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเผยว่า สำหรับประเทศไทย ตลาดโภชนเภสัชและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตอย่างโดดเด่นด้วย CAGR 9.5% และคาดว่าจะขยับขึ้นแตะ 1.29 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 เนื่องจากไทยมีความพร้อมตั้งแต่ห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ การสนับสนุนจากภาครัฐผ่านแผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ตลอดจนฐานการผลิต OEM/ODM ที่ได้มาตรฐานสากลระดับเดียวกับโรงงานยา ทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการผลิตและส่งออกของภูมิภาคอาเซียน

“การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัยยังสร้างโอกาสใหม่ให้กับตลาด โดยกลุ่ม Gen Z และ Millennials เน้นการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพลำไส้ สุขภาพจิต และรูปแบบการทานที่สะดวก เช่น กัมมี่ ขณะที่ Gen X และ Baby Boomers ขับเคลื่อนมูลค่าตลาดในกลุ่มชะลอวัย สุขภาพข้อต่อ สมอง และการป้องกันโรคเรื้อรัง ความหลากหลายนี้ส่งผลให้ความต้องการนวัตกรรมวัตถุดิบสกัดเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) ทวีความสำคัญขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

งาน Vitafoods Asia 2026 จึงเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้าเทคโนโลยีและนวัตกรรมสารสกัดและวัตถุดิบเพื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน สารสกัดจากสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ทางโภชนาการ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่ เช่น ผู้ผลิต OEM และ ODM ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ งานนี้ยังเป็นเวทีสำคัญทางธุรกิจของผู้ผลิต นักวิจัย ผู้ค้าปลีก ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ รวมถึงภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามาร่วมมือและร่วมกันผลักดัน เพื่อปลดล็อกอุตสาหกรรม ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตและคว้าส่วนแบ่งตลาดได้ในเวทีโลก

ภาครัฐพร้อมหนุนต่อจิ๊กซอว์อุตสาหกรรม

ศาสตราจารย์ (วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต คณะกรรมการอำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และกรรมการบริหารศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวในมิติต้นน้ำว่า สอวช. มุ่งมั่นวางนโยบายเชิงรุกเพื่อเปลี่ยนผ่านวัตถุดิบท้องถิ่นให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง การจะทำให้สารสกัดไทยได้รับการยอมรับในตลาดโลก เราจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะนาโนเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความคงตัว และความปลอดภัย ซึ่งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติพร้อมสนับสนุนทั้งด้านห้องปฏิบัติการมาตรฐานและการถ่ายทอดองค์ความรู้ ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงทุนวิจัย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก


เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย. ยุคใหม่ ได้ปรับบทบาทจากผู้ควบคุมกฎมาเป็นผู้ส่งเสริมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพอย่างเต็มตัว เราได้ปฏิรูปกลไกทางกฎหมายและปรับเกณฑ์การขึ้นทะเบียนสารสกัดไทยให้มีความยืดหยุ่นและรวดเร็ว เอื้อต่อนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่ยังคงไว้ ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ อย. ยังพร้อมให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างระบบนิเวศสารสกัดไทยที่ปลอดภัย ปราศจากการปนเปื้อน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าในเครือข่ายระดับโลก

ด้าน นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐเอกชน ในการจัดงานคือการต่อภาพจิ๊กซอว์ที่สมบูรณ์ของระบบนิเวศอุตสาหกรรม การที่ภาครัฐนำนาโนเทคโนโลยีมาพิสูจน์ประสิทธิภาพงานวิจัย ผนวกกับการการันตีจาก อย. ถือเป็นใบเบิกทางชั้นเลิศที่ทำให้สารสกัดไทยยกระดับเป็น ‘Global Ingredient’ ได้อย่างแท้จริง ภาคเอกชนมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะรับไม้ต่อเพื่อแปรเปลี่ยนงานวิจัยเหล่านี้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายได้จริงในเชิงพาณิชย์ ซึ่งการลดขั้นตอนทางกฎหมายของ อย. จะช่วยเพิ่มความเร็วในการส่งสินค้าออกสู่ตลาด (Time-to-Market) และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพได้อย่างมั่นคง


ไฮไลต์งาน Vitafoods Asia 2026

จุดเด่นสำคัญของงานในปีนี้นำเสนอการเปิดมุมมองและโอกาสทางธุรกิจใหม่ ได้แก่:

          •   Australia Pavilion: การเปิดตัวพาวิลเลียนใหม่จากประเทศออสเตรเลีย นำเสนอนวัตกรรมส่วนผสมคุณภาพสูง พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจและการจับคู่คู่ค้าในระดับสากล
          •   Pet Nutraceutical Showcase: โซนใหม่ล่าสุดที่รวบรวมนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนผสม และโซลูชันสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด Pet Humanization และ Pet Nutraceuticals
          •   Thailand Health Product Awards เวทีประกวดนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำเร็จรูปของไทย พื้นที่ปล่อยของสำหรับผู้ประกอบการและนักวิจัยไทย ในการแสดงศักยภาพการแปรรูปสารสกัดท้องถิ่นและยกระดับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล

โอกาสสำหรับผู้ประกอบการที่อยากเป็นเจ้าของแบรนด์

สำหรับผู้ที่ฝันอยากมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นของตัวเอง งาน Vitafoods Asia 2026 คือจุดเริ่มต้นที่ครบที่สุด เพราะรวมโรงรงงานผู้ผลิต OEM/ODM มาตรฐานสากล ผู้เชี่ยวชาญด้านสารสกัดและวัตถุดิบ ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐที่พร้อมให้คำปรึกษาด้านการขึ้นทะเบียน ไว้ในงานเดียว ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากไอเดียหรือมีสูตรผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว ก็สามารถหาพันธมิตรเพื่อผลิตและวางขายได้จริง เพียงมางานเดียวครบจบ

ในงาน Vitafoods Asia 2026 เตรียมจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ บนพื้นที่จัดงานกว่า 15,000 ตารางเมตร คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมงานกว่า 16,000 คน และรวบรวมผู้จัดแสดงสินค้าชั้นนำจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก งานจัดระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 3 และ 5 – 7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Facebook Comments Box
‘RAKSAPHAN’ เปิดฉากคอลเลกชันระดับมาสเตอร์พีซคอลเลกชันแรก รังสรรค์ “ผ้าลายน้ำไหล” สู่ชิ้นงานศิลปะสะสมสุดลิมิเต็ด ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สุนทรียภาพระดับสากล

‘RAKSAPHAN’ เปิดฉากคอลเลกชันระดับมาสเตอร์พีซคอลเลกชันแรก รังสรรค์ “ผ้าลายน้ำไหล” สู่ชิ้นงานศิลปะสะสมสุดลิมิเต็ด ถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สุนทรียภาพระดับสากล

0 0
Read Time:3 Minute, 19 Second

   แวดวงแฟชั่นและผู้ชื่นชอบผลงานศิลปะต้อนรับการเผยโฉมอย่างเป็นทางการของ “RAKSAPHAN” (รักษพรรณ) แบรนด์ระดับ Beyond Iconic ที่นำเสนอชิ้นงานศิลปะซึ่งรังสรรค์ขึ้นภายใต้ปรัชญา “Iconic Statement, Curated Art Piece” โดยนำเสนอผลงานคอลเลกชันลิมิเต็ดที่เน้นการดีไซน์อย่างมีเอกลักษณ์ และการรังสรรค์งานฝีมือจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ชิ้นงานศิลปะร่วมสมัยอันทรงคุณค่า เหนือกาลเวลา โดยประเดิมคอลเลกชันแรกด้วยการนำ “ผ้าลายน้ำไหล อำเภอปัว จังหวัดน่าน” มรดกหัตถกรรมไทยอันเลื่องชื่อมาถ่ายทอดผ่านเสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องประดับ ที่ออกแบบอย่างประณีต ก่อนจะออกเดินทางไปสู่การตีความมรดกทาง วัฒนธรรมรูปแบบใหม่ๆ จากงานฝีมือทั่วไทย และผลิตภัณฑ์อันทรงคุณค่าในคอลเลกชันถัดไป

จากตัวตนและความหลงใหล สู่แรงบันดาลใจแห่งการอนุรักษ์

   คุณติ๊ก-รักษพรรณ พลไพศาล นักธุรกิจหญิง และผู้บริหาร บริษัท รักษพรรณ จำกัด, กลุ่มบริษัทในเครือ กลย์ณัฐ และ บริษัท โกเบคอมเมอร์เชียล จำกัด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในสไตล์การแต่งกายอันเรียบหรู คลาสสิก และศิลปะการมิกซ์แอนด์แมตช์เครื่องประดับล้ำค่า อันมีจุดเริ่มต้นมาจากความผูกพันกับงานฝีมือที่คลุกคลีและเห็นมาตั้งแต่เด็ก ผสานรสนิยมของ “นักสะสมงานศิลปะ” ผู้หลงใหลในเสน่ห์ของหัตถศิลป์ไทยอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะความทรงจำจากการได้เดินทางไปเยือนจังหวัดน่านอยู่บ่อยครั้ง การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลก และการค้นพบ DNA อันเป็นอัตลักษณ์ที่ชัดเจน จนนำไปสู่การลงมือออกแบบเสื้อผ้าและเครื่องประดับใส่เองจนเป็นเอกลักษณ์


จากมุมมองของนักสะสมที่มองเห็นคุณค่าเหนือกาลเวลา ผสานกับประสบการณ์ตรงในการสร้างสรรค์ จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการก่อตั้งแบรนด์ RAKSAPHAN ด้วยความตั้งใจที่จะเห็นมรดกทางวัฒนธรรมได้รับการอนุรักษ์และต่อยอดอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนช่างฝีมือท้องถิ่นและจุดประกายให้คนรุ่นใหม่ได้ตระหนักถึงคุณค่าของงานฝีมือไทย โดยคุณติ๊กมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ว่า

“ผ้าไทยเป็นได้มากกว่าแค่เสื้อผ้า แต่ยังสามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อันทรงคุณค่าได้หลากหลาย รวมถึงเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก (Curated Art Piece) ที่ช่วยสร้าง Statement อันโดดเด่น สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้สวมใส่ และก้าวสู่เวทีสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ”

จากสายน้ำน่าน สู่หัตถศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์

หัวใจของคอลเลกชันแรกในการเปิดตัวคือการออกแบบผ้าไทยให้ก้าวข้ามขีดจำกัดแบบเดิมๆ ด้วยการนำ “ผ้าลายน้ำไหล” เอกลักษณ์ผ้าทอจากภูมิปัญญาของชาวไทลื้อ อ.ปัว จ.น่าน มาออกแบบคอลเลกชันชิ้นงานดีไซน์ร่วมสมัย โดยใช้ผ้าที่ยังคงสืบทอดเทคนิคการทอผ้าแบบโบราณ ผสานความคิดสร้างสรรค์และการตัดเย็บอย่างประณีต เพื่อให้ได้ผลงานชิ้นเอกที่สามารถนำมาสวมใส่ในชีวิตประจำวัน หรือนำมามิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับการแต่งกายของแต่ละบุคคลได้อย่างมีเอกลักษณ์ลงตัว รวมถึงเป็นชิ้นงานสะสมที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างเต็มภาคภูมิ ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นในคอลเลกชันโดดเด่นด้วยลวดลายอันพลิ้วไหวบนผืนผ้า เปรียบเสมือนระลอกคลื่นของแม่น้ำน่าน ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตซึ่งผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง

ผลงานสะสมระดับ Limited Edition เอกลักษณ์แห่งตัวตนที่ไม่ซ้ำใคร

   แบรนด์ RAKSAPHAN พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องประดับ โดยคัดสรรวัตถุดิบธรรมชาติชั้นดี อาทิ ผ้าไหมทอมือ ผ้าฝ้าย ผสมผสานเข้ากับอัญมณีล้ำค่าอย่างพิถีพิถันบนตัวเรือนโลหะล้ำค่า เช่น ทอง โรสโกลด์ เงิน โดยทุกชิ้นงานรังสรรค์ขึ้นในรูปแบบ Limited Edition เพื่อให้ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นกลายเป็น “ชิ้นงานสะสม” (Collector’s Piece) อันทรงคุณค่าและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใคร มอบเอกสิทธิ์อันเหนือระดับให้ผู้ครอบครองได้ภาคภูมิใจในผลงานศิลปะสวมใส่ได้ที่เปี่ยมด้วยสุนทรียภาพและคุณค่าเหนือกาลเวลา สำหรับคอลเลกชันแรกนี้ มีชิ้นงานทั้งสิ้น 25 ชิ้น

   ชมคอลเลกชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ Instagram: raksaphanofficial

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Facebook Comments Box
BIRKENSTOCK จับมือกับ ADERERROR เปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่

BIRKENSTOCK จับมือกับ ADERERROR เปิดตัวคอลเลกชั่นใหม่

BIRKENSTOCK จับมือกับ ADERERROR แบรนด์แฟชั่นร