ปิ้งย่างสไตล์ใหม่ Ant Cave BBQ พร้อมเสิร์ฟแล้วในไทย!
🔥 เปิดประสบการณ์ใหม่กับ Ant Cave BBQ! ปิ้งย่า …
🔥 เปิดประสบการณ์ใหม่กับ Ant Cave BBQ! ปิ้งย่า …
ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศอิซากายะแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ …
หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การทานอาหารจีนสไตล์ …
มาร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์ทางดนตรีในยุค 70’s อย่า …
เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติกรุงเทพฯ ประจำปี 2569 ( …
กรุงเทพฯ / 18 กันยายน 2569 – สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค.) ประกาศความร่วมมือจัดตั้ง“ศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์(AI Innovation and Technology Center)” พร้อมเดินหน้าโครงการ “ยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผ่านการประยุกต์ใช้ AI ในภาคการผลิต (AI Innovation for Manufacturing)” วางกลไกพัฒนาระบบนิเวศ AI อย่างครบวงจรตั้งแต่พัฒนากำลังคน ให้คำปรึกษาเชิงลึก บริการการทดสอบเทคโนโลยีเสมือนจริง ตลอดจนสนับสนุนทุนพัฒนา AI Solution ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในโรงงาน มุ่งลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยด้วยการผลิตอัจฉริยะ (Intelligent Manufacturing) ณ ห้อง 802 ชั้น 8 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ความร่วมมือครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งกำลังเข้ามาเปลี่ยนการทำงานและกระบวนการผลิตทั่วโลก สำหรับประเทศไทยเอง ยังมีช่องว่างสูงระหว่าง “ความต้องการใช้ AI” กับ “ความสามารถในการพัฒนาและนำ AI ไปใช้ได้จริง” โดยผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจ โดยเฉพาะ AI Solutions ที่มีต้นทุนสูง มีการพึ่งพาโซลูชันจากต่างประเทศ และความไม่แน่นอนของผลตอบแทนจากการลงทุน

AI Innovation and Technology Center หรือ AI-ITC จึงถูกจัดตั้งขึ้นและออกแบบให้เป็นกลไกกลางในการสนับสนุนผู้ประกอบการตลอดกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตด้วย AI ตั้งแต่การให้คำปรึกษาและออกแบบแนวทางการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้า พัฒนากำลังคนด้าน AI ทั้ง Reskill, Upskill และ New skill ภายใต้กรอบสมรรถนะที่แบ่งระดับความเชี่ยวชาญอย่างชัดเจน ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีแบบ Co-creation ร่วมกับภาคเอกชนเพื่อให้เกิดโซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง
ศูนย์ฯ ครอบคลุมเทคโนโลยีแห่งอนาคต อาทิPhysical AI, AI Edge Computing และ Digital Twin พร้อมสร้างพื้นที่สำหรับทดสอบโมเดล AI และฮาร์ดแวร์ มีโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาAI ที่จำเป็น รวมถึงเชื่อมโยงไปสู่พื้นที่ทดสอบในรูปแบบ e-factory automation park


นอกจากนี้ AI-ITC ยังมีเป้าหมายต่อยอดการประยุกต์ใช้ AI ไปสู่สาขาอื่นที่มีความสำคัญต่อประเทศ อาทิ ในกลุ่มสุขภาพ (Healthcare) และเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในระยะต่อไป เพื่อขยายการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ให้ครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ

สำหรับโครงการ AI Innovation for Manufacturing บพค. ในฐานะหน่วยบริหารจัดการทุนที่มีภารกิจขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจะใช้กลไกทุนเป็นเครื่องมือเร่งการเปลี่ยนผ่านภาคการผลิตไทยสู่ AI-driven Manufacturing โดยจะคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและมีโจทย์การใช้งานจริง มาจับคู่กับ System Integrator หรือผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ (ISV) ที่มี AI Solutions พร้อมใช้งาน รวมถึงผู้ประกอบการเทคโนโลยี AI (AI Tech Entrepreneur) สัญชาติไทย


โครงการจะสนับสนุนทุนในรูปแบบ Co-Funding เพื่อให้เกิดการนำเทคโนโลยี AI ไปประยุกต์ใช้และพิสูจน์ผลในโรงงานจริง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะบุคลากรให้สามารถดูแล บำรุงรักษา และต่อยอดเทคโนโลยีได้ด้วยตนเองในระยะยาว กลไกดังกล่าวจะช่วยลดช่องว่างระหว่าง“เทคโนโลยีที่พัฒนาได้” กับ “เทคโนโลยีที่ภาคอุตสาหกรรมนำไปใช้ได้จริง” พร้อมสร้างต้นแบบการยกระดับผลิตภาพที่สามารถขยายผลไปสู่อุตสาหกรรมไทยในวงกว้าง

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันภารกิจสำคัญของ ส.อ.ท. คือ การขับเคลื่อน “The New Chapter of Thai Industry” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยด้วย “ยุทธศาสตร์ 5I” โดยหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ คือ “Intelligent Industry” ที่มุ่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มายกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่ความเป็นอัจฉริยะ
ส.อ.ท. จะผลักดันการนำเทคโนโลยี AI ระบบอัตโนมัติ (Automation & Robotics) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) มาใช้ในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับแนวคิด Lean and Automation เพื่อขจัดความสูญเสียและปรับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพก่อนการลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และยกระดับโรงงานไทยสู่ Smart Factory และ Smart OEM

พร้อมกันนี้ ส.อ.ท. จะสนับสนุนการใช้ระบบ Data-driven Manufacturing ผ่านการประยุกต์ใช้ระบบ MES (Manufacturing Execution System) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time ควบคุมคุณภาพด้วยระบบอัตโนมัติ และเชื่อมโยงข้อมูลตลอดสายการผลิต เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. จะผลักดันความร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการเงิน เพื่อพัฒนาเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี อาทิ AI & Automation Transition Loan ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดด้านเงินลงทุนและเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวได้เร็วขึ้น
สำหรับความร่วมมือระหว่าง ส.อ.ท. มหาวิทยาลัยมหิดล และ บพค. ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทุนวิจัยจากภาควิชาการเข้ากับโจทย์และความต้องการของภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงและนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ไปประยุกต์ใช้ได้จริง ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Intelligent Industry) และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมศักยภาพของนักวิจัยและ System Integrator หรือผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ (ISV) ให้สามารถทำงานบนโจทย์และความต้องการของภาคเอกชน โดยศูนย์ AI-ITC มีทั้งนักวิจัยเครื่องมือที่จำเป็นต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและพื้นที่ทดลองโมเดล AI และ AI Solution ก่อนนำไปประยุกต์ใช้จริง ด้วยความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำระดับโลก อาทิ Amazon Web Services (AWS), NVIDIA, Mitsubishi Electric Factory Automation (Thailand) และKorea Telecom (KT) จะช่วยเสริมความพร้อมด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ผู้ประกอบการที่ต้องการนำ AI ไปใช้เกิดความมั่นใจมากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยในกลุ่มดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์มีต้นทุนการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม และสามารถยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้

ด้าน ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ บพค. กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยี” แต่ต้องยกระดับไปสู่การเป็นประเทศที่สามารถพัฒนา ประยุกต์ใช้ และต่อยอดเทคโนโลยีได้ด้วยตนเอง บพค. จึงมุ่งทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงทุนวิจัย นักพัฒนาเทคโนโลยี ผู้ให้บริการระบบ และภาคอุตสาหกรรม ให้ร่วมกันพัฒนา AI บนโจทย์จริงของภาคการผลิต เพื่อเร่งให้นวัตกรรมไทยก้าวจากห้องวิจัยสู่การใช้งานจริง พร้อมสร้างตลาดและโอกาสให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีไทยเติบโตควบคู่ไปกับการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ โดยในระยะแรก บพค. ตั้งเป้าสนับสนุนโรงงานอุตสาหกรรมอย่างน้อย 50 แห่งเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างต้นแบบการประยุกต์ใช้ AI และขยายผลไปสู่ระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในวงกว้าง อันจะนำไปสู่การสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน


ความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานจึงถือเป็นการวางรากฐานสำคัญต่อระบบนิเวศ AI ของประเทศ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่งานวิจัยสู่โรงงาน เชื่อมเทคโนโลยีสู่ธุรกิจ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมไทยและสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วยศักยภาพของคนไทย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลงาน AI Solutions เพื่อสะท้อนศักยภาพของเทคโนโลยีไทย และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเห็นแนวทางการนำ AI ไปประยุกต์ใช้กับกระบวนการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำเป้าหมายร่วมกันของทั้ง 3 หน่วยงานในการผลักดัน“AI จากห้องวิจัยสู่โรงงานจริง” และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Intelligent Manufacturingอย่างเป็นระบบ
Footage: แถลงข่าวความร่วมมือ จัดตั้งศูนย์นวัตกรรม และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ฯ
https://youtu.be/wrToBN26Kf0?si=CnDowizmedLpVPaT
https://youtu.be/gMVLHWYSAvw?si=6YiD9gpCCxZ6J2nk
กรุงเทพฯ 9 กันยายน 2569 – ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเ …
เปลี่ยนอักษรเบรลล์บนกล่อง Happy Meal เป็นพลัง …
เรียกว่าจัดใหญ่สมศักดิ์ศรีตอกย้ำความยิ่งใหญ่ 60 ปีในประเทศไทยอย่างแท้จริง! เมื่อยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมยานยนต์ บริษัท เจเทคโตะ (ไทยแลนด์) จำกัด (JTEKT) เนรมิตห้องอินฟินิตี้ บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ จัดงานฉลองวาระครบรอบ 60 ปีสุดอลังการ ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของเหล่าสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมยินดีกันแน่นฮอลล์
บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความประทับใจ โดยได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารระดับสูง นำโดย Mr. Toshiaki Shinya (Senior Executive Officer, JTEKT Corporation), Mr. Yoshikazu Morino (President, JTEKT Asia Pacific Co., Ltd.) และ Mr. Masatsugu Iwaki (President, JTEKT (Thailand) Co., Ltd.) ร่วมขึ้นเวทีเปิดงานด้วยพิธีทุบถังสาเกตามประเพณีโบราณของญี่ปุ่น เพื่อตอกย้ำความมั่นใจในฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พร้อมประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่ไปกับเทคโนโลยี AI, Smart Manufacturing และนวัตกรรมความยั่งยืนเพื่อเติบโตเคียงข้างประเทศไทยในอนาคต
แต่ที่ทำเอาเสียงกรี๊ดสนั่นและกลายเป็นไฮไลต์เด็ดของค่ำคืนนี้ ต้องยกให้การปรากฏตัวของหนุ่มหล่อศิลปินนักร้องชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น “ฮิรามัตสึ เคนโตะ” (Hiramatsu Kento) ที่บินตรงกลับมาพบปะแฟนๆ และสื่อมวลชนไทยอีกครั้งในฐานะทูตสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมผ่านเสียงเพลง งานนี้หนุ่มเคนโตะเปิดห้องสัมภาษณ์พิเศษกับสื่อมวลชนด้วยรอยยิ้มสดใส ทักทายอย่างเป็นกันเอง พร้อมจัดเต็มมินิคอนเสิร์ตสุดพิเศษ ขนลิสต์เพลงฮิตและสเต็ปการร้องการเต้น มาสะกดสายตาคนดู สร้างความฟินและความประทับใจให้แฟนคลับไทยแบบครบทุกอารมณ์
นอกจากนี้ บนเวทียังเพิ่มดีกรีความสนุกด้วยการแสดงวัฒนธรรมผสมผสานการตีกลองไทโกะกับกลองสะบัดชัย รวมถึงมินิคอนเสิร์ตสุดฮิปจากนักร้องสาวเสียงทรงพลัง “ปาล์มมี่” ที่มาร่วมส่งความสุข ถือเป็นการฉลองก้าวสู่ทศวรรษใหม่ของ JTEKT Thailand ที่จัดเต็มทั้งมิติธุรกิจ นวัตกรรมแห่งอนาคต ปิดฉากค่ำคืนแห่งความสำเร็จครบรอบ 60 ปีไปได้อย่างยิ่งใหญ่ สมศักดิ์ศรี และประทับใจคนไทยไปอีกนาน!


ผู้ว่าการ ททท. ให้การต้อนรับต้อนรับ Hon. Viji …
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – NikeLab Running ฉีกกฎข้ …
Mindful Fest Presented by SC สร้างปรากฏการณ์ความสุข อบอุ่น และเติมพลังใจให้คนเมืองอย่างงดงาม สำหรับงาน “Mindful Fest 2026” เทศกาลที่ชวนทุกคนมาหยุดพัก สังเกต และกลับมาทำความเข้าใจตัวเอง ณ The Present Haus (ซอยราชวิถี 24) ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิไทยคม เมื่อวันที่ 28–30 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยได้รับการตอบรับจากผู้คนอย่างล้นหลาม ที่เข้ามาร่วมค้นพบ Mindfulness สัมผัสประสบการณ์สุขภาวะทางจิตใจ
งานนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ คุณเอม-พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิไทยคม และผู้ก่อตั้ง The Present Haus ที่เชื่อว่าการสร้างสังคมที่ดีสามารถเริ่มต้นได้จากการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้คนได้เรียนรู้ เติบโต และค้นพบความหมายในแบบของตัวเอง โดยคุณเอมได้กล่าวถึงความประทับใจในครั้งนี้ว่า “Mindful Fest 2026 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการเปิดบ้าน The Present Haus ให้ทุกคนได้รู้จัก การได้เห็นผู้คนเข้ามาหยุดพัก ช้าลง และเติบโตจากภายใน คือหัวใจสำคัญของการสร้างพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งเรายังคงเปิดพื้นที่และนิทรรศการต้อนรับทุกคนให้เข้ามาสำรวจใจตัวเองกันได้อย่างต่อเนื่องค่ะ”

บรรยากาศภายในงาน ได้ถูกร้อยเรียงผ่าน CORE Model เครื่องมือที่จะเข้าถึง Mindfulness ในแบบของ The Present Haus เพื่อให้ทุกคนได้กลับมาเชื่อมโยงกับโลกภายใน โดยประกอบด้วย 4 กระบวนการเรียนรู้ที่เรียบง่าย ได้แก่ C – Critical Reflection (หาเหตุให้เจอ), O – Observation (สังเกตให้เป็น), R – Rooting & Grounding (ตั้งหลักให้มั่น) และ E – Empathy & Open-mindedness (เปิดใจให้กว้าง) โดยถ่ายทอดออกเป็น 6 ไฮไลต์ประสบการณ์ฮีลใจตลอด 3 วันเต็ม ได้แก่

พื้นที่ในสวนที่พาไปรู้จัก Mindfulness ผ่าน CORE Model ชวนผู้เข้าร่วมให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ผ่านกิจกรรมที่ให้สังเกตตัวเอง ตั้งแต่ Photo Spot Installation Art ทั้ง 4 จุด ไปจนถึง Grounding Corner ที่ให้ผู้คนได้มาผ่อนคลาย ผ่านเสียงสังเคราะห์ ณ ขณะที่เท้าแตะพื้น และให้เวลาตัวเองได้หยุดพัก
ระหว่างวัน
เวทีเสวนาสุดอบอุ่น ณ Workshop Room ร่วมกับ SC Asset ผู้สนับสนุนหลัก นำโดย คุณเอม-พินทองทา, คุณพงศ์-ณัฐพงศ์ และคุณจูน-โฉมชฎา พร้อมด้วยเหล่าศิลปินดาราและนักวิชาการ อาทิ คุณเอม-ภูมิภัทร, อาจารย์วิน-วัชรพงษ์, คุณฟรัง-นรีกุล, หมอเน๋ง-ศรันย์ และคุณ ณ-ณภัทร ที่มาร่วมแชร์มุมมองการดูแลใจ ร่วมด้วยโซน Wall of Mindfulness และสมุด Mindful Companion สร้างสรรค์ขึ้นมาสำหรับการดูแลจิตใจในวันทำงาน ให้ได้กลับมาทบทวนตัวเองในแต่ละวัน
เวิร์กชอปที่นำ CORE Model มาถ่ายทอดผ่านการลงมือทำจริง เช่น Wabi-Sabi วะบิ-ซะบิ สุนทรียะของความไม่สมบูรณ์แบบ, Where Flowers Begin การเดินทางของดอกไม้ผ่าน Sound Bath และ Journal with Clay บันทึกอารมณ์ไปกับก้อนดิน ที่พาผู้คนมาสำรวจตัวเองและค้นพบวิธีนำ Mindfulness ไปปรับใช้กับชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน ความสัมพันธ์ การเรียน หรือการดูแลตัวเอง
นิทรรศการหลักของบ้าน Lost & F1ower Exhibition ที่โอบล้อมด้วยแสง สี เสียง และดอกไม้ เพื่อชวนผู้คนกลับมาพบ “ดอกไม้ในใจ” อีกครั้ง
วงสนทนาโดยทีมแพทย์จากโรงพยาบาลพระรามเก้า กับบทสนทนาที่ชวนกลับมาใส่ใจสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความสัมพันธ์รอบตัว เชื่อมโยง Mindfulness เข้ากับสุขภาวะในชีวิตจริง เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ผ่านมุมมองที่มีทั้งความรู้สำหรับคนทำงาน เด็กนักศึกษา รวมถึงพ่อแม่มือใหม่ และสามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ตลอดทั้ง 3 วัน
เปลี่ยนช่วงเวลาธรรมดาอย่างการกินให้กลายเป็นเวลาที่ได้กลับมาอยู่กับตัวเอง ผ่านความร่วมมือจาก The Present Haus Café และ UGLY HOUSE ที่สร้างสรรค์เบเกิลในรูปแบบพิเศษสำหรับงาน พร้อมกิจกรรม Mindful Eating ที่จะทำให้มีสติในทุกคำที่รับประทาน นอกจากนี้ภายในงานยังมีตลาดงานทำมือพร้อมกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ชวนผู้เข้าร่วมกลับมาอยู่กับกระบวนการตรงหน้า ผ่านการทำด้วยมือ ได้จดจ่อใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่กำลังทำ และค้นพบความสุขจากการทำสิ่งเล็ก ๆ ด้วยตัวเอง


งาน Mindful Fest 2026 ในครั้งนี้ยังได้รับการเติมเต็มผ่านมุมมองสุขภาพ อาหาร ศิลปะ การออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ จากเหล่าพันธมิตร นำโดย SC Asset ผู้สนับสนุนหลัก ร่วมด้วย โรงพยาบาลพระรามเก้า, UGLY Bagel รวมถึงนักสร้างสรรค์จาก ชูใจ กะ กัลยาณมิตร, มัลติ สตูดิโอ และ Studio 21/3 ที่ร่วมกันเนรมิตพื้นที่ราชวิถี 24 ให้กลายเป็นจุดเชื่อมโยงสุขภาวะทางจิตใจของคนเมือง


สำหรับผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์ฮีลใจ เติมเวลาให้ตัวเอง และเข้าชมนิทรรศการหลักอย่าง Lost & F1ower Exhibition สามารถเดินทางมาเยี่ยมชมได้ที่ The Present Haus ณ ซอยราชวิถี 24 ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อค้นพบว่า Mindfulness ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพียงแค่หาเหตุ สังเกตเป็น เย็นได้ และเปิดใจกว้าง ก็สามารถตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันได้อย่างมีความหมายในทุก ๆ วัน
#ComeHomeToPresent #MindfulFest #ThePresentHaus
#StrongMindedGlobalCitizen #ThaicomFoundation
เกี่ยวกับมูลนิธิไทยคม
มูลนิธิไทยคม (Thaicom Foundation) มุ่งสร้างโอกาสและอนาคตให้กับเยาวชนและคนไทย ผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) โดยทำงานร่วมกับเครือข่ายโรงเรียนกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เปิดโอกาสให้เยาวชนกว่า 478,900 คน และส่งต่อคุณค่ากลับคืนสู่สังคม ภายใต้ภารกิจในการบ่มเพาะพลเมืองโลกที่ “ตื่นรู้ คิดได้ ทำเป็น”
เกี่ยวกับ The Present Haus
The Present Haus คือ Mindful Living & Learning Space ภายใต้มูลนิธิไทยคม ตั้งอยู่ ณ ซอยราชวิถี 24 เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างให้ผู้คนทุกวัยได้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน สำรวจโลกภายใน และเรียนรู้ที่จะเติบโตอย่างมีความหมาย ผ่าน CORE Model ในบรรยากาศที่อบอุ่น เปิดกว้าง และปราศจากการตัดสิน
BIRKENSTOCK ร่วมมือกับ ETRO สองแบรนด์ที่มีประ …
Bangkok – Last week with “Noche de LUZ Fiesta opening” of LUZ Bangkok Tapas Bar marks a captivating addition to the culinary landscape, perched atop the 33rd and 34th floors of the INNSiDE by Meliá Bangkok Sukhumvit hotel, the urban Lifestyle Hotel in the bustling On Nut district. LUZ Bangkok Tapas Bar is your passport to an authentic Spanish culinary experience combined with a high-energy rooftop ambiance. Quality seamlessly blends with fun, as delectable food and drinks come to life with a side of smiles and stories.

LUZ Bangkok Tapas Bar invites you to indulge in the essence of Spanish culture, where passionate chefs and bartenders, in a lush bar lounge setting, craft culinary delights and hand-crafted cocktails that transport guests to the vibrant streets of Spain. It’s the perfect place to hang out with friends and family or celebrate with colleagues while savoring authentic Spanish cuisine and a selection of Spanish wine and beer.
At LUZ Bangkok Tapas Bar, the menu showcases an array of Spanish delights, with each dish thoughtfully crafted to capture the essence of Spain’s diverse culinary traditions.

Arroz Caldoso De Marisco is a must-try for seafood enthusiasts. This creamy Seafood Paella tantalizes taste buds with the rich flavors of the sea, combining succulent seafood and perfectly cooked rice to create a harmonious symphony of flavors.
For something indulgent, Las Croquetas present a heavenly choice. Available with a choice of truffle or Iberic ham, these croquetas offer a perfect blend of textures and flavors. Each bite offers a delicious journey of creamy, crispy, and savory goodness.
For those seeking a lighter option with a kick, Aguacate, Mojo Verde Y Manchego stands as the ultimate dish. Featuring grilled avocado, confit tomatoes, spicy green Mojo, and Manchego cheese, this dish presents a beautifully balanced combination of freshness and spice in every bite.

Leading the culinary journey is Chef Laia Ferrer, the Spanish chef de cuisine at LUZ Bangkok Tapas Bar. Hailing from Barcelona, Chef Laia boasts a remarkable international culinary career. She honed her skills at prestigious establishments such as the Ritz-Carlton Maldives and the two Michelin-starred restaurant El Portal in Spain.

Chef Laia’s expertise and passion infuse every dish served at LUZ Bangkok Tapas Bar with the authentic flavors of Spain. Her culinary journey has taken her to some of the world’s most renowned kitchens, and she brings this wealth of experience to Bangkok’s vibrant dining scene.

“We are delighted to bring LUZ Bangkok Tapas Bar to life, right here in the heart of Bangkok, with Chef Laia Ferrer at the helm, bringing her culinary roots to the table,” says Aarron Nelson, General Manager of INNSiDE by Meliá Bangkok Sukhumvit. “The word ‘LUZ’ means ‘light’ in Spanish, and indeed, LUZ Bangkok Tapas Bar shines as a beacon of Spanish culture and cuisine, lighting up the Bangkok skyline.”
LUZ Bangkok Tapas Bar welcomes guests daily from 4 pm till midnight. The two-story venue is a haven for those seeking a memorable dining experience in Bangkok’s thriving On Nut district.
For reservations, please call 02 340 5499 or email at luz@innsidebangkok.com.
Follow LUZ Bangkok Tapas Bar on social media at Instagram or Facebook, or visit the website,
https://www.melia.com/en/hotels/thailand/bangkok/innside-bangkok-sukhumvit/restaurants/luz-bangkok-tapas-bar,