ปิ้งย่างสไตล์ใหม่ Ant Cave BBQ พร้อมเสิร์ฟแล้วในไทย!
🔥 เปิดประสบการณ์ใหม่กับ Ant Cave BBQ! ปิ้งย่า …
🔥 เปิดประสบการณ์ใหม่กับ Ant Cave BBQ! ปิ้งย่า …
ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศอิซากายะแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ …
หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การทานอาหารจีนสไตล์ …
บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้ …
กรุงเทพฯ, 11 สิงหาคม 2569 : ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ต้อนรับเดือนแห่งวันแม่ด้วยการจัดแคมเปญเพื่อผู้หญิงปลุกกระแส ‘ริบบิ้นสีพีช’ (Peach Ribbon) สัญลักษณ์สากลในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกในประเทศไทย ผ่านกิจกรรมบริการวิชาการสุขภาพด้านกลุ่มโรคทางนรีเวช ประจำปี 2569 ภายใต้แคมเปญ “Peach Power: พลังผู้หญิงไทย สู้ภัยมะเร็งมดลูก” โดยผนึกความร่วมมือกับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ร่วมรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และชวนสตรีไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพมดลูก ครอบคลุมทั้งด้านการป้องกัน การรู้เท่าทันสัญญาณเตือนของโรค การเข้าถึงนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคมะเร็งมดลูกอย่างครบวงจร ตลอดจนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโภชนาการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงอย่างยั่งยืน โดยมี รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลิลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และทีมแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำโดย ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม (ศูนย์สุขภาพสตรี) โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, นพ.รวย กิตติคุณ ประธานคณะทำงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ , พญ.ฐานิตา เวชโช, พญ.หทัยภัทร สุขเจรียงพร แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ร่วมด้วย พญ.วทันยา คุวัฒนานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านโภชนศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และคุณปนัดดา วงศ์ผู้ดี แขกรับเชิญพิเศษ ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ในการส่งเสริมองค์ความรู้และพลังแห่งการดูแลเพื่อยกระดับสุขภาวะสตรีไทยให้ปลอดภัยจากโรคมะเร็งมดลูกอย่างยั่งยืน ณ ห้องประชุม CONVENTION HALL ชั้น 6 อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ของมะเร็งมดลูก ว่าถือเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมีแนวโน้มพบสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการรับมือกับภัยเงียบนี้และได้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูกขึ้น มีเป้าหมายสำคัญคือ “การยกระดับมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจรโดยผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการดูแลแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับการรักษาที่เหมาะสม ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด” สืบสานพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อ้ครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ผู้ทรงจัดตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็ง ยกระดับการรักษามะเร็งให้ได้มาตรฐานสากล พัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิชาการ ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้ทัดเทียมนานาประเทศ

ด้าน ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวแสดงเจตนารมณ์ถึงความร่วมมือในการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งมดลูกว่า มดลูกของผู้หญิงเปรียบเสมือน “ผลพีช” ที่สวยงามและสมบูรณ์ แต่บางผลพีชอาจต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ พลังสีพีช หรือ Peach Power จึงเป็นพลังแห่งการดูแล โดยราชวิทยาลัยฯ มุ่งมั่นสนับสนุนให้ผู้หญิงไทย “ฟังเสียงเตือนจากมดลูก” สังเกตความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอาการเลือดออกผิดปกติอย่าปล่อยผ่านเด็ดขาด พร้อมลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อหยุดมะเร็งมดลูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาให้หายขาดได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ภายในงานมีการเสวนาภายใต้หัวข้อ “Peach Power : Uterine Cancer Awareness Talk รู้ไว รักษาได้ นวัตกรรมขั้นสูงเพื่อหญิงไทยห่างไกลมะเร็งมดลูก” โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ ศ.เกียรติคุณ พญ.สฤกพรรณ วิไลลักษณ์ ประธานราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยสถิติจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติว่า ในปี พ.ศ. 2568 ประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกรายใหม่สูงถึง 3,357 ราย (คิดเป็นอุบัติการณ์ 6.1 รายต่อประชากรหญิง 100,000 คน) จัดเป็นมะเร็งทางนรีเวชที่พบบ่อยเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากมะเร็งปากมดลูก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต พร้อมชี้ว่าแม้จะไม่มีการตรวจคัดกรองในสตรีทั่วไป แต่ถือเป็นโรคที่มีข้อได้เปรียบเนื่องจากมักส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะแรก หากสังเกตพบอาการและตรวจพบไว อัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปีจะสูงมากกว่าร้อยละ 90

ผศ.นพ.ณัฐวุฒิ กันตถาวร หัวหน้างานสูตินรีเวชกรรม แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวชและการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ช่วยคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ให้ความรู้ถึงประเภทของมะเร็งมดลูกว่าสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Endometrial cancer) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 95 ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด และมะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก (Uterine sarcoma) ซึ่งเป็นมะเร็งที่เกิดจากชั้นกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของมดลูก พบได้น้อยประมาณร้อยละ 5 ของมะเร็งมดลูกทั้งหมด แต่มีความรุนแรงและแนวทางการรักษาแตกต่างจากมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง “มะเร็งมดลูก” ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่หมายถึง มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด พร้อมเจาะลึกกลุ่มเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ อาการผิดปกติ เช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด, สตรีวัยหมดประจำเดือนที่มีเลือดออกทางช่องคลอด, ผู้ที่มีภาวะอ้วน, ผู้มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS), ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งมดลูกหรือมะเร็งลำไส้ และผู้ที่มีภาวะทางพันธุกรรมลินช์ซินโดรม (Lynch syndrome) โดยเน้นย้ำสโลแกนรณรงค์ว่า “เลือดออกผิดปกติ อย่าปล่อยผ่าน” หากสังเกตอาการและมาพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก จะมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูง
ด้าน นพ.รวย กิตติคุณ ประธานคณะทำงานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการรักษามะเร็งมดลูก แพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งวิทยานรีเวชและการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำเสนอความก้าวหน้าทางนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยและการรักษาขั้นสูง โดยชูการตรวจด้วยเทคโนโลยี Office Hysteroscopy หรือการส่องกล้องตรวจโพรงมดลูกในห้องตรวจ ซึ่งช่วยให้มองเห็นและเก็บชิ้นเนื้อได้แม่นยำ เจ็บน้อย ไม่ต้องดมยาสลบ และกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน ร่วมกับเทคโนโลยีการผ่าตัดรักษาแผลเล็กผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery), การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ (Robotic Surgery) และนวัตกรรม Sentinel Lymph Node Mapping หรือการตรวจต่อมน้ำเหลืองเซนทิเนลเพื่อประเมินการกระจายของโรคเฉพาะต่อมแรกที่มีโอกาสรับการกระจายของเซลล์มะเร็ง แทนการเลาะต่อมน้ำเหลืองทั้งหมดในผู้ป่วยที่เหมาะสม ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในการรักษามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกระยะเริ่มต้น วิธีนี้ให้ความแม่นยำในการประเมินการกระจายของโรค พร้อมทั้งช่วยลดภาวะแทรกซ้อน โดยเฉพาะภาวะขาบวมจากน้ำเหลืองคั่ง (Lymphedema) และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังการรักษา

นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาในการส่งเสริมการปรับพฤติกรรมและสร้างแรงบันดาลใจในหัวข้อ เมื่อ ‘ความอ้วน’ ชวนมะเร็งมาทักทาย: ปรับโภชนาการ พลิกชีวิตใหม่ให้สตรอง” โดย พญ.ฐานิตา เวชโช ได้ถอดรหัสกลไกความอ้วนว่า ไขมันส่วนเกินทำหน้าที่เหมือนโรงงานผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกิน ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกได้รับการกระตุ้นจากเอสโตรเจนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนมาถ่วงดุลอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ไม่มีการตกไข่หรือมีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกถูกกระตุ้นเช่นนี้เป็นเวลานาน เซลล์จะมีการแบ่งตัวมากผิดปกติ เกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว และในบางรายอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ นอกจากนี้ ภาวะอ้วนยังสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวาน และการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกอีกด้วย ดังนั้น การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่ได้ช่วยป้องกันเพียงโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจเท่านั้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ พญ.หทัยภัทร สุขเจรียงพร ให้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยทางพันธุกรรม Lynch syndrome ว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีนที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมความเสียหายของ DNA ทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลายชนิดมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะ มะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก รวมถึงอาจพบมะเร็งรังไข่และมะเร็งของอวัยวะอื่นได้ด้วย หากมีครอบครัวหรือญาติหลายคนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก หรือมะเร็งที่เกิดในอายุน้อยกว่าปกติ ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง และพิจารณารับคำปรึกษาทางพันธุศาสตร์ รวมถึงการตรวจยีนเมื่อมีข้อบ่งชี้ สิ่งสำคัญคือ Lynch syndrome เป็นปัจจัยเสี่ยงที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราสามารถลดผลกระทบได้ด้วยการรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยง เข้ารับการติดตามตามคำแนะนำของแพทย์ และรีบมาพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ เพราะการวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้

ด้าน พญ.วทันยา คุวัฒนานนท์ อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านโภชนศาสตร์คลินิก เน้นย้ำว่า การลดน้ำหนักลงเพียง 5–10% สามารถลดระดับฮอร์โมนแปรปรวนและการอักเสบในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยแนะนำให้ลดแป้งขัดสี น้ำตาล และเปลี่ยนมาทาน Whole Foods รวมถึงผักตระกูลกะหล่ำ เพื่อใช้โภชนาการเป็นยาต้านมะเร็ง ปิดท้ายด้วยแขกรับเชิญพิเศษ คุณบุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่มาร่วมส่งต่อแรงบันดาลใจให้สตรีไทยลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง ปรับไลฟ์สไตล์ และก้าวข้ามความอายในการเข้ารับการตรวจเช็กสุขภาพนรีเวช นอกจากนี้ ภายในงานยังเปิดบริการพิเศษให้สตรีกลุ่มเสี่ยงเข้ารับสิทธิ์ตรวจคัดกรองอัลตราซาวด์ทางนรีเวช ณ ศูนย์สุขภาพสตรี ชั้น 2 พร้อมรณรงค์ให้สตรีไทยร่วมรู้ทันและป้องกันภัยมะเร็งมดลูกไปกับกิจกรรม Peach Care นิทรรศการความรู้นวัตกรรมทางการแพทย์ พร้อมโซนให้คำปรึกษาด้านสุขภาพสตรีและโภชนาการ และร่วมรณรงค์ส่งต่อพลังความรู้และแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพมดลูก ผ่านกิจกรรม Voice of Peach Power สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามนัดหมายเพื่อรับคำปรึกษาติดต่อได้ที่ ศูนย์สุขภาพสตรี อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน ชั้น 2 โซนโถงลิฟต์ A โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โทร 1118 ศูนย์สุขภาพสตรี กด 5266 หรืออัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพโดยเพิ่มเป็นเพื่อนกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทาง LINE OA @chulabhornhospital , Facebook โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ติดตามข่าวสารราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ที่ www.cra.ac.th



กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าส …
“ศุภจี” ตั้ง 4 คณะทำงาน ดันการค้า–ท่องเที่ยว– …
อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เตรียมจัดงาน Vitafoods Asia 2026 ภายใต้แนวคิด “Nutraceuticals Trends Across Generations” สะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเสริมอาหารและสารสกัดเพื่อสุขภาพ ที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกช่วงวัย ด้วยงานวิจัย และเชื่อมเครือข่ายทั่วโลก ด้วยงานแสดงสินค้า เทคโนโลยี และนวัตกรรมส่วนผสมสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย โดยระดมบริษัทในอุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่กว่า 600 บริษัท จาก 40 ประเทศ ยกทัพไฮไลต์ใหม่ “Australia Pavilion – Pet Nutraceutical Showcase – Thailand Health Product Awards” และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

อุตสาหกรรมเสริมอาหารและสารสกัดเพื่อสุขภาพ ทั่วโลกเติบโตก้าวกระโดด
ผลวิเคราะห์จากสำนักวิจัยชั้นนำอย่าง Grand View Research และ Fortune Business Insights คาดการณ์มูลค่าตลาดโภชนเภสัชและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโลกจะทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 – 2034 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึง 7.7 – 10.58% โดยมีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน ด้วยส่วนแบ่งตลาดเกือบ 40% ของมูลค่ารวมทั่วโลก ผลักดันด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการรับมือกับสังคมผู้สูงวัย

นางสาวรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ – ภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเผยว่า สำหรับประเทศไทย ตลาดโภชนเภสัชและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตอย่างโดดเด่นด้วย CAGR 9.5% และคาดว่าจะขยับขึ้นแตะ 1.29 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2033 เนื่องจากไทยมีความพร้อมตั้งแต่ห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ การสนับสนุนจากภาครัฐผ่านแผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ตลอดจนฐานการผลิต OEM/ODM ที่ได้มาตรฐานสากลระดับเดียวกับโรงงานยา ทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการผลิตและส่งออกของภูมิภาคอาเซียน
“การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัยยังสร้างโอกาสใหม่ให้กับตลาด โดยกลุ่ม Gen Z และ Millennials เน้นการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพลำไส้ สุขภาพจิต และรูปแบบการทานที่สะดวก เช่น กัมมี่ ขณะที่ Gen X และ Baby Boomers ขับเคลื่อนมูลค่าตลาดในกลุ่มชะลอวัย สุขภาพข้อต่อ สมอง และการป้องกันโรคเรื้อรัง ความหลากหลายนี้ส่งผลให้ความต้องการนวัตกรรมวัตถุดิบสกัดเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) ทวีความสำคัญขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
งาน Vitafoods Asia 2026 จึงเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้าเทคโนโลยีและนวัตกรรมสารสกัดและวัตถุดิบเพื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน สารสกัดจากสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ทางโภชนาการ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่ เช่น ผู้ผลิต OEM และ ODM ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ งานนี้ยังเป็นเวทีสำคัญทางธุรกิจของผู้ผลิต นักวิจัย ผู้ค้าปลีก ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ รวมถึงภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามาร่วมมือและร่วมกันผลักดัน เพื่อปลดล็อกอุตสาหกรรม ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตและคว้าส่วนแบ่งตลาดได้ในเวทีโลก
ภาครัฐพร้อมหนุนต่อจิ๊กซอว์อุตสาหกรรม

ศาสตราจารย์ (วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต คณะกรรมการอำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และกรรมการบริหารศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวในมิติต้นน้ำว่า สอวช. มุ่งมั่นวางนโยบายเชิงรุกเพื่อเปลี่ยนผ่านวัตถุดิบท้องถิ่นให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง การจะทำให้สารสกัดไทยได้รับการยอมรับในตลาดโลก เราจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะนาโนเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความคงตัว และความปลอดภัย ซึ่งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติพร้อมสนับสนุนทั้งด้านห้องปฏิบัติการมาตรฐานและการถ่ายทอดองค์ความรู้ ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงทุนวิจัย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก

เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย. ยุคใหม่ ได้ปรับบทบาทจากผู้ควบคุมกฎมาเป็นผู้ส่งเสริมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพอย่างเต็มตัว เราได้ปฏิรูปกลไกทางกฎหมายและปรับเกณฑ์การขึ้นทะเบียนสารสกัดไทยให้มีความยืดหยุ่นและรวดเร็ว เอื้อต่อนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่ยังคงไว้ ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ อย. ยังพร้อมให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างระบบนิเวศสารสกัดไทยที่ปลอดภัย ปราศจากการปนเปื้อน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าในเครือข่ายระดับโลก
ด้าน นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ประธานคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐเอกชน ในการจัดงานคือการต่อภาพจิ๊กซอว์ที่สมบูรณ์ของระบบนิเวศอุตสาหกรรม การที่ภาครัฐนำนาโนเทคโนโลยีมาพิสูจน์ประสิทธิภาพงานวิจัย ผนวกกับการการันตีจาก อย. ถือเป็นใบเบิกทางชั้นเลิศที่ทำให้สารสกัดไทยยกระดับเป็น ‘Global Ingredient’ ได้อย่างแท้จริง ภาคเอกชนมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะรับไม้ต่อเพื่อแปรเปลี่ยนงานวิจัยเหล่านี้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายได้จริงในเชิงพาณิชย์ ซึ่งการลดขั้นตอนทางกฎหมายของ อย. จะช่วยเพิ่มความเร็วในการส่งสินค้าออกสู่ตลาด (Time-to-Market) และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพได้อย่างมั่นคง

ไฮไลต์งาน Vitafoods Asia 2026
จุดเด่นสำคัญของงานในปีนี้นำเสนอการเปิดมุมมองและโอกาสทางธุรกิจใหม่ ได้แก่:
• Australia Pavilion: การเปิดตัวพาวิลเลียนใหม่จากประเทศออสเตรเลีย นำเสนอนวัตกรรมส่วนผสมคุณภาพสูง พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจและการจับคู่คู่ค้าในระดับสากล
• Pet Nutraceutical Showcase: โซนใหม่ล่าสุดที่รวบรวมนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนผสม และโซลูชันสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด Pet Humanization และ Pet Nutraceuticals
• Thailand Health Product Awards เวทีประกวดนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำเร็จรูปของไทย พื้นที่ปล่อยของสำหรับผู้ประกอบการและนักวิจัยไทย ในการแสดงศักยภาพการแปรรูปสารสกัดท้องถิ่นและยกระดับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล
โอกาสสำหรับผู้ประกอบการที่อยากเป็นเจ้าของแบรนด์
สำหรับผู้ที่ฝันอยากมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นของตัวเอง งาน Vitafoods Asia 2026 คือจุดเริ่มต้นที่ครบที่สุด เพราะรวมโรงรงงานผู้ผลิต OEM/ODM มาตรฐานสากล ผู้เชี่ยวชาญด้านสารสกัดและวัตถุดิบ ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐที่พร้อมให้คำปรึกษาด้านการขึ้นทะเบียน ไว้ในงานเดียว ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากไอเดียหรือมีสูตรผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว ก็สามารถหาพันธมิตรเพื่อผลิตและวางขายได้จริง เพียงมางานเดียวครบจบ
ในงาน Vitafoods Asia 2026 เตรียมจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ บนพื้นที่จัดงานกว่า 15,000 ตารางเมตร คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมงานกว่า 16,000 คน และรวบรวมผู้จัดแสดงสินค้าชั้นนำจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก งานจัดระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 3 และ 5 – 7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ในช่วงฤดูฝนที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย หลายคน …
สะเทือนวงการภาพยนตร์ไทยครั้งยิ่งใหญ่! เมื่อ M …
แวดวงแฟชั่นและผู้ชื่นชอบผลงานศิลปะต้อนรับการเผยโฉมอย่างเป็นทางการของ “RAKSAPHAN” (รักษพรรณ) แบรนด์ระดับ Beyond Iconic ที่นำเสนอชิ้นงานศิลปะซึ่งรังสรรค์ขึ้นภายใต้ปรัชญา “Iconic Statement, Curated Art Piece” โดยนำเสนอผลงานคอลเลกชันลิมิเต็ดที่เน้นการดีไซน์อย่างมีเอกลักษณ์ และการรังสรรค์งานฝีมือจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ชิ้นงานศิลปะร่วมสมัยอันทรงคุณค่า เหนือกาลเวลา โดยประเดิมคอลเลกชันแรกด้วยการนำ “ผ้าลายน้ำไหล อำเภอปัว จังหวัดน่าน” มรดกหัตถกรรมไทยอันเลื่องชื่อมาถ่ายทอดผ่านเสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องประดับ ที่ออกแบบอย่างประณีต ก่อนจะออกเดินทางไปสู่การตีความมรดกทาง วัฒนธรรมรูปแบบใหม่ๆ จากงานฝีมือทั่วไทย และผลิตภัณฑ์อันทรงคุณค่าในคอลเลกชันถัดไป

จากตัวตนและความหลงใหล สู่แรงบันดาลใจแห่งการอนุรักษ์
คุณติ๊ก-รักษพรรณ พลไพศาล นักธุรกิจหญิง และผู้บริหาร บริษัท รักษพรรณ จำกัด, กลุ่มบริษัทในเครือ กลย์ณัฐ และ บริษัท โกเบคอมเมอร์เชียล จำกัด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในสไตล์การแต่งกายอันเรียบหรู คลาสสิก และศิลปะการมิกซ์แอนด์แมตช์เครื่องประดับล้ำค่า อันมีจุดเริ่มต้นมาจากความผูกพันกับงานฝีมือที่คลุกคลีและเห็นมาตั้งแต่เด็ก ผสานรสนิยมของ “นักสะสมงานศิลปะ” ผู้หลงใหลในเสน่ห์ของหัตถศิลป์ไทยอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะความทรงจำจากการได้เดินทางไปเยือนจังหวัดน่านอยู่บ่อยครั้ง การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลก และการค้นพบ DNA อันเป็นอัตลักษณ์ที่ชัดเจน จนนำไปสู่การลงมือออกแบบเสื้อผ้าและเครื่องประดับใส่เองจนเป็นเอกลักษณ์

จากมุมมองของนักสะสมที่มองเห็นคุณค่าเหนือกาลเวลา ผสานกับประสบการณ์ตรงในการสร้างสรรค์ จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการก่อตั้งแบรนด์ RAKSAPHAN ด้วยความตั้งใจที่จะเห็นมรดกทางวัฒนธรรมได้รับการอนุรักษ์และต่อยอดอย่างยั่งยืน พร้อมสนับสนุนช่างฝีมือท้องถิ่นและจุดประกายให้คนรุ่นใหม่ได้ตระหนักถึงคุณค่าของงานฝีมือไทย โดยคุณติ๊กมองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ว่า
“ผ้าไทยเป็นได้มากกว่าแค่เสื้อผ้า แต่ยังสามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อันทรงคุณค่าได้หลากหลาย รวมถึงเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก (Curated Art Piece) ที่ช่วยสร้าง Statement อันโดดเด่น สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้สวมใส่ และก้าวสู่เวทีสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ”

จากสายน้ำน่าน สู่หัตถศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์
หัวใจของคอลเลกชันแรกในการเปิดตัวคือการออกแบบผ้าไทยให้ก้าวข้ามขีดจำกัดแบบเดิมๆ ด้วยการนำ “ผ้าลายน้ำไหล” เอกลักษณ์ผ้าทอจากภูมิปัญญาของชาวไทลื้อ อ.ปัว จ.น่าน มาออกแบบคอลเลกชันชิ้นงานดีไซน์ร่วมสมัย โดยใช้ผ้าที่ยังคงสืบทอดเทคนิคการทอผ้าแบบโบราณ ผสานความคิดสร้างสรรค์และการตัดเย็บอย่างประณีต เพื่อให้ได้ผลงานชิ้นเอกที่สามารถนำมาสวมใส่ในชีวิตประจำวัน หรือนำมามิกซ์แอนด์แมตช์เข้ากับการแต่งกายของแต่ละบุคคลได้อย่างมีเอกลักษณ์ลงตัว รวมถึงเป็นชิ้นงานสะสมที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างเต็มภาคภูมิ ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นในคอลเลกชันโดดเด่นด้วยลวดลายอันพลิ้วไหวบนผืนผ้า เปรียบเสมือนระลอกคลื่นของแม่น้ำน่าน ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตซึ่งผูกพันกับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง

ผลงานสะสมระดับ Limited Edition เอกลักษณ์แห่งตัวตนที่ไม่ซ้ำใคร
แบรนด์ RAKSAPHAN พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องประดับ โดยคัดสรรวัตถุดิบธรรมชาติชั้นดี อาทิ ผ้าไหมทอมือ ผ้าฝ้าย ผสมผสานเข้ากับอัญมณีล้ำค่าอย่างพิถีพิถันบนตัวเรือนโลหะล้ำค่า เช่น ทอง โรสโกลด์ เงิน โดยทุกชิ้นงานรังสรรค์ขึ้นในรูปแบบ Limited Edition เพื่อให้ผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นกลายเป็น “ชิ้นงานสะสม” (Collector’s Piece) อันทรงคุณค่าและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำใคร มอบเอกสิทธิ์อันเหนือระดับให้ผู้ครอบครองได้ภาคภูมิใจในผลงานศิลปะสวมใส่ได้ที่เปี่ยมด้วยสุนทรียภาพและคุณค่าเหนือกาลเวลา สำหรับคอลเลกชันแรกนี้ มีชิ้นงานทั้งสิ้น 25 ชิ้น
ชมคอลเลกชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ Instagram: raksaphanofficial




BIRKENSTOCK จับมือกับ ADERERROR แบรนด์แฟชั่นร …
Bangkok – Last week with “Noche de LUZ Fiesta opening” of LUZ Bangkok Tapas Bar marks a captivating addition to the culinary landscape, perched atop the 33rd and 34th floors of the INNSiDE by Meliá Bangkok Sukhumvit hotel, the urban Lifestyle Hotel in the bustling On Nut district. LUZ Bangkok Tapas Bar is your passport to an authentic Spanish culinary experience combined with a high-energy rooftop ambiance. Quality seamlessly blends with fun, as delectable food and drinks come to life with a side of smiles and stories.

LUZ Bangkok Tapas Bar invites you to indulge in the essence of Spanish culture, where passionate chefs and bartenders, in a lush bar lounge setting, craft culinary delights and hand-crafted cocktails that transport guests to the vibrant streets of Spain. It’s the perfect place to hang out with friends and family or celebrate with colleagues while savoring authentic Spanish cuisine and a selection of Spanish wine and beer.
At LUZ Bangkok Tapas Bar, the menu showcases an array of Spanish delights, with each dish thoughtfully crafted to capture the essence of Spain’s diverse culinary traditions.

Arroz Caldoso De Marisco is a must-try for seafood enthusiasts. This creamy Seafood Paella tantalizes taste buds with the rich flavors of the sea, combining succulent seafood and perfectly cooked rice to create a harmonious symphony of flavors.
For something indulgent, Las Croquetas present a heavenly choice. Available with a choice of truffle or Iberic ham, these croquetas offer a perfect blend of textures and flavors. Each bite offers a delicious journey of creamy, crispy, and savory goodness.
For those seeking a lighter option with a kick, Aguacate, Mojo Verde Y Manchego stands as the ultimate dish. Featuring grilled avocado, confit tomatoes, spicy green Mojo, and Manchego cheese, this dish presents a beautifully balanced combination of freshness and spice in every bite.

Leading the culinary journey is Chef Laia Ferrer, the Spanish chef de cuisine at LUZ Bangkok Tapas Bar. Hailing from Barcelona, Chef Laia boasts a remarkable international culinary career. She honed her skills at prestigious establishments such as the Ritz-Carlton Maldives and the two Michelin-starred restaurant El Portal in Spain.

Chef Laia’s expertise and passion infuse every dish served at LUZ Bangkok Tapas Bar with the authentic flavors of Spain. Her culinary journey has taken her to some of the world’s most renowned kitchens, and she brings this wealth of experience to Bangkok’s vibrant dining scene.

“We are delighted to bring LUZ Bangkok Tapas Bar to life, right here in the heart of Bangkok, with Chef Laia Ferrer at the helm, bringing her culinary roots to the table,” says Aarron Nelson, General Manager of INNSiDE by Meliá Bangkok Sukhumvit. “The word ‘LUZ’ means ‘light’ in Spanish, and indeed, LUZ Bangkok Tapas Bar shines as a beacon of Spanish culture and cuisine, lighting up the Bangkok skyline.”
LUZ Bangkok Tapas Bar welcomes guests daily from 4 pm till midnight. The two-story venue is a haven for those seeking a memorable dining experience in Bangkok’s thriving On Nut district.
For reservations, please call 02 340 5499 or email at luz@innsidebangkok.com.
Follow LUZ Bangkok Tapas Bar on social media at Instagram or Facebook, or visit the website,
https://www.melia.com/en/hotels/thailand/bangkok/innside-bangkok-sukhumvit/restaurants/luz-bangkok-tapas-bar,