ยูนิลีเวอร์ ฟู้ด โซลูชั่นส์ จัดงาน “Best Foods Good Choice 2025” พร้อมเปิดตัวเชฟนุ่น-ณัฐนรี จันทเปรมจิตต์ แบรนด์แอมบาสเดอร์เบสท์ฟู้ดส์คนใหม่
ยูนิลีเวอร์ ฟู้ด โซลูชั่นส์ (Unilever Food So …
ยูนิลีเวอร์ ฟู้ด โซลูชั่นส์ (Unilever Food So …
เมื่อเร็วๆนี้ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่ …
หมอแอมป์ชี้ “โรคอ้วน” วิกฤตสุขภาพทั่วโลก
เผยประเทศไทย คนกรุงเทพฯ ครองแชมป์อ้วนอันดับ 1
แนะ 3 แนวทางการแก้ไข เริ่มต้นด้วยหลัก Lifestyle Medicine
โรคอ้วน (Obesity) ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเรื่องรูปร่างที่ส่งผลต่อความมั่นใจในตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง โรคเครียด รวมถึงมะเร็งบางชนิด นอกจากนี้ โรคอ้วนยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิต กระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในแง่ของค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น และประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง
ในยุคที่เต็มไปด้วยอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ สิ่งอำนวยความสะดวก ผู้คนเคลื่อนไหวร่างกายลดลง โรคอ้วนจึงกลายเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอ้วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถดูแลสุขภาพของตัวเองและคนที่เรารักได้อย่างเหมาะสม

นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ หรือ คุณหมอแอมป์ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และนายกสมาคมแพทย์ฟื้นฟูสุขภาพและส่งเสริมการศึกษาโรคอ้วน กรุงเทพ (BARSO) จะพาทุกท่านเจาะลึกถึงประเด็นสาเหตุของโรคอ้วนในหลากหลายมิติ ต้อนรับ “วันอ้วนโลก (World Obesity Day)” ซึ่งตรงกับวันที่ 4 มีนาคมของทุกปี เพื่อให้ทุกคนเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงระบบ และสร้างสังคมสุขภาพดีอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน
โรคอ้วนกำลังขยายตัวเป็นบริเวณกว้าง
วิกฤตการณ์โรคอ้วน (Obesity crisis) กำลังเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขระดับโลกที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน ตัวอย่างการศึกษาตีพิมพ์บนวารสาร The Lancets เปิดเผยว่า ในปี ค.ศ. 2022 นั้นมีผู้คนมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกกำลังได้รับผลกระทบจากโรคอ้วน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากเมื่อ 35 ปีก่อนถึงสองเท่าในผู้ใหญ่ และในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นที่มีอายุ 5-19 ปี เพิ่มสูงขึ้นถึงสี่เท่า และข้อมูลในปี ค.ศ. 2022 นั้นยังเปิดเผยว่า 43% ของประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักเกินด้วย นอกจากนี้ ข้อมูลจาก World Obesity Atlas 2024 ยังคาดการณ์ไว้อีกว่า ในปี ค.ศ. 2035 หรืออีกปีสิบปีข้างหน้า โลกของเราจะต้องมีคนที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์และอ้วนสูงเป็น 54% หรือราว 3.3 พันล้านคนเลยทีเดียว

สำหรับประเทศไทย รายงานจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในการติดตามเฝ้าระวังภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนนั้น ในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา ประชากรไทยมีปัญหาน้ำหนักเกินและอ้วนมากถึง 48.35% โดยเขตกรุงเทพมหานครมีความชุกมากที่สุด คิดเป็น 56.4% รองลงมาคือ ภาคเหนือ (51.8%) ภาคใต้ (50.8%) ภาคกลาง (46.9%) และภาคอีสาน (46.6%)
อีกกลุ่มประชากรที่เราไม่ควรละเลยนั้นคือ กลุ่มวัยเด็ก โดยรายงานจากกระทรวงสาธารณสุขในปี พ.ศ. 2567 เด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี มีความชุกของภาวะอ้วนอยู่ที่ 9.24% ในเด็กอายุระหว่าง 6-14 ปี มีความชุกของภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนอยู่ที่ 13.12% ในขณะที่เด็กที่มีอายุ 15-18 ปี มีความชุกมากถึง 15.76% โดยประชากรวัยเด็กที่อาศัยอยู่ในเขตสุขภาพที่ 4 ได้แก่ จังหวัดกรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ลพบุรี สิงห์บุรี สระบุรี และนครนายก เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีความชุกของภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนมากที่สุด ซึ่งมีร้อยละดังกล่าวเพิ่มยังสูงขึ้นจากเมื่อปี พ.ศ. 2566 อีกด้วย

ดังนั้น เราควรให้ความสำคัญกับประชากรวัยเด็กและวัยรุ่นมากขึ้น เพราะภาวะสุขภาพในวัยเด็กส่งผลต่อภาวะสุขภาพและคุณภาพชีวิตได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่ ตัวอย่างการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Nutrition ในปี พ.ศ. 2566 คาดว่า เด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วนมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกันกับเด็กที่ไม่อ้วน โดยเด็กที่มีภาวะอ้วนตั้งแต่ในวัยเรียนนั้น 55% จะพัฒนาไปเป็นวัยรุ่นที่อ้วน และวัยรุ่นที่อ้วนมีโอกาสที่จะพัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนถึง 80% และมีโอกาสถึง 70% ที่จะเป็นโรคอ้วนตั้งแต่อายุ 30 ปี อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และขาโก่งมากยิ่งขึ้นในอนาคต

โรคอ้วน เป็นภาวะเรื้อรังที่เกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ซึ่งเดิมทีโรคอ้วนถูกพิจารณาจากค่า ดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI) แต่แท้จริงแล้ว BMI อาจไม่ใช่เครื่องมือที่แม่นยำในการประเมินภาวะอ้วนมากนัก เพราะไม่สามารถประเมินองค์ประกอบของร่างกายได้ เช่น บุคคลที่มี BMI เท่ากัน อาจมีสัดส่วนกล้ามเนื้อและไขมันไม่เท่ากัน เช่น นักเพาะกายมีกล้ามเนื้อมากกว่าคนที่ขาดการออกกำลังกาย จึงไม่แนะนำให้ใช้ BMI ในการวินิจฉัยเพียงอย่างเดียว ควรใช้เครื่องมืออื่นประกอบอย่างการวัดเส้นรอบเอว และหากต้องการเห็นภาพและตัวเลขที่ชัดเจนยิ่งขึ้น การวัดองค์ประกอบร่างกายด้วยเครื่อง DEXA (Dual-Energy X-ray Absorptiometry) จะช่วยให้การประเมินโรคอ้วนนั้นดียิ่งขึ้น โดยในกลุ่มวัยกลางคน (อายุ 20–50 ปี) ผู้หญิงไม่ควรมีสัดส่วนไขมันเกิน 32% และผู้ชายไม่ควรเกิน 25%

สาเหตุหลักมาจากการได้รับพลังงานจากอาหารมากกว่าพลังงานที่ร่างกายสามารถเผาผลาญได้ ร่างกายของเราจึงสะสมพลังงานส่วนเกินในรูปของไขมันตามส่วนต่าง ๆ
“นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ความไม่สมดุลของฮอร์โมน พันธุกรรม รวมไปถึงกระบวนการเหนือพันธุกรรม หรือ Epigenetics ซึ่งส่งผลต่อการเผาผลาญและการสะสมไขมันในร่างกาย ที่สำคัญเมื่อเกิดโรคอ้วนไขมันที่สะสมอยู่จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบต่าง ๆ ทำให้โรคอ้วนรุนแรงขึ้น และเกิดเป็นวงจรแบบนี้ไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จบ” นายแพทย์ตนุพล กล่าวเพิ่มเติม
เข้าใจร่างกายผ่านกลไกการรับประทานอาหาร/รักษาน้ำหนักตัว
พฤติกรรมการรับประทานอาหารและรักษาน้ำหนักตัวนั้น เกิดจากการทำงานร่วมกันของ 3 กลไกด้วยกัน ดังนี้
กลไกที่หนึ่ง: การควบคุมสมดุลความอยากอาหารของร่างกาย (Homeostatic feedback)
กลไกนี้เกิดขึ้นจากการหลั่งฮอร์โมนในระบบทางเดินอาหาร และส่งสัญญาณไปที่ก้านสมอง (Brainstem) และสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) โดยฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญในกลไกนี้ ได้แก่
เลปตินเป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมความอิ่มและรักษาสมดุลพลังงานของร่างกาย โดยกระตุ้นผ่านเซลล์ประสาท Pro-opiomelanocortin (POMC) และ Cocaine-amphetamine regulated transcript (CART) หรือกลุ่มเซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความรู้สึกอิ่ม
เลปตินถูกผลิตและหลั่งจากเซลล์ไขมันในเนื้อเยื่อไขมันสีขาว (White Adipose Tissue, WAT) ซึ่งระดับของเลปตินในร่างกายจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณเซลล์ไขมันที่สะสมอยู่ ยิ่งมีไขมันสะสมมาก ร่างกายจะยิ่งหลั่งเลปตินออกมามากขึ้น ซึ่งในคนที่เป็นโรคอ้วน ร่างกายจะดื้อต่อเลปติน (Leptin Resistance) แม้จะมีระดับเลปตินสูงมาก (Hyperleptinemia) แต่ก็ไม่สามารถทำให้ความอยากอาหารลดลง นี่คือเหตุผลที่บางคนรับประทานอาหารมากเกินไป แม้ว่าร่างกายจะได้รับพลังงานเพียงพอแล้ว
เกรลินเป็นฮอร์โมนที่มีบทบาทในการควบคุมความหิว กระตุ้นผ่านเซลล์ประสาท Agouti-related peptide (AgRP) และ Neuropeptide Y (NPY) และยังยั้งการทำงานของ POMC ช่วยให้เราหิวมากขึ้น และยังมีผลต่อระบบรางวัลของสมอง การรับรู้และตัดสินใจรับประทานอาหารด้วย
เกรลินถูกหลั่งจากต่อมออกซินติกในกระเพาะอาหาร โดยจะหลั่งมากก่อนอาหารและเมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว เกรลินก็จะหยุดหลั่ง แต่ในคนที่เป็นโรคอ้วน ระดับของฮอร์โมนนี้กลับไม่ลดลง ทำให้ยังรู้สึกอยากรับประทานอาหารต่อ ซึ่งอาหารที่ทำให้เกรลินทำงานผิดปกติ ได้แก่ น้ำอัดลม หรืออาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล High Fructose Cron Syrup (HFCS) จนก่อให้เกิดภาวะโรคอ้วน

นอกจากนี้ ยังมีฮอร์โมนชนิดอื่นที่หลั่งเพื่อช่วยในการควบคุมน้ำหนัก และรักษาโรคอ้วน ได้แก่
CCK เป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่เป็น ‘ตัวกลาง’ เชื่อมโยงระหว่างสมองและลำไส้ ช่วยให้ร่างกายสามารถปรับสมดุลพลังงานได้อย่างเหมาะสม เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีไขมัน CCK จะส่งสัญญาณไปยังระบบทางเดินอาหารเพื่อให้หลั่งน้ำย่อยและเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหาร พร้อมกับส่งสัญญาณไปยังสมองว่าร่างกายได้รับอาหารเพียงพอแล้ว และเกิดความรู้สึกอิ่ม
PYY เป็นฮอร์โมนที่หลั่งมาจากลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ ทำงานได้ดีเมื่อรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันสายสั้นอย่างในผัก ผลไม้ ถั่วและธัญพืช ทั้งยังทำงานร่วมกับ GLP-1 ในควบคุมระดับน้ำตาลและทำให้อาหารเคลื่อนตัวจากกระเพาะอาหารไปยังลำไส้เล็กช้าลง ช่วยให้อิ่มนานขึ้น ยิ่งมี PYY และ GLP-1 ทำงานร่วมกันมากเท่าไร ก็จะยิ่งรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น และรับประทานอาหารได้น้อยลง
GLP-1 เป็นฮอร์โมนที่หลั่งมาจากลำไส้เล็กส่วนปลายและลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะถูกกระตุ้นเมื่อมีอาหารเข้ามายังลำไส้เล็ก เพื่อเริ่มกระบวนการเผาผลาญ และกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อน ยับยั้งการทำงานของฮอร์โมนกลูคากอน มีผลให้อาหารเคลื่อนตัวจากกระเพาะอาหารไปยังลำไส้เล็กช้าลง จนเกิดความอิ่ม
เห็นได้ว่า กลไกควบคุมสมดุลความอยากอาหารและสมดุลพลังงานของร่างกาย เกิดจากการเชื่อมต่อระหว่างทางเดินอาหารและสมองส่วนไฮโปทาลามัสเพื่อให้อิ่มหรือหิว แต่ในคนที่เป็นโรคอ้วนนั้น ฮอร์โมนความอิ่มและฮอร์โมนความหิวจะทำงานไม่สัมพันธ์กัน ทำให้มีความอยากอาหารมากกว่าปกติ ส่งผลให้รับประทานในปริมาณมาก (Overeating) และได้รับพลังงานเกินความต้องการของร่างกายสะสมไปเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นโรคอ้วนนั่นเอง
กลไกที่สอง: การควบคุมการรับประทานเพื่อความสุข (Hedonic feedback)
นอกจากกลไกควบคุมความอยากอาหารจากฮอร์โมนต่าง ๆ แล้ว ร่างกายยังมีระบบที่ทำให้เรารับประทานเพื่อความพึงพอใจ ซึ่งควบคุมโดยระบบเมโสลิมบิก (Mesolimbic System) หรือ ระบบรางวัลของสมอง ระบบนี้ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus), อะมิกดาลา (Amygdala), สมองกลีบหน้าผากส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) และสมองส่วนกลาง (Midbrain)
โดยสมองตอบสนองต่อคุณสมบัติของอาหาร เช่น รูป รสชาติ และกลิ่น กระตุ้นผ่านสารสื่อประสาท ได้แก่ โดปามีน (Dopamine) ที่กระตุ้นแรงจูงใจในการรับประทาน, เซโรโทนิน (Serotonin) ที่ควบคุมอารมณ์และความอยากอาหาร, และเอ็นโดแคนนาบินอยด์ (Endocannabinoid) กับโอปิออยด์ (Opioid) ที่เพิ่มความชอบในการรับประทาน แต่ในคนที่เป็นโรคอ้วน เมื่อสารสื่อประสาทเหล่านี้ทำงานพร้อมกันกับฮอร์โมนที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยิ่งทำให้พวกเขารับประทานอาหารต่อไปได้อีก แม้จะรู้สึกอิ่มแล้วก็ตาม
กลไกที่สาม: กลไกการตอบสนองทางปัญญา (Cognitive feedback)
บางครั้งมีปัจจัยบางประการเข้ามาส่งเสริมให้เรามีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ดี จนเป็นโรคอ้วน ได้แก่
การควบคุมตนเอง (Self-regulation) คือความสามารถในการจัดการพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเรา ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว ในส่วนที่รู้ตัว เราอาจพยายามปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก เช่น การจำกัดปริมาณอาหารหรือเลือกอาหารที่มีพลังงานต่ำ ส่วนที่ไม่รู้ตัวนั้น จะมาจากความเครียดหรืออารมณ์
การตอบสนองต่อสังคม (Social feedback) พฤติกรรมการรับประทานและการออกกำลังกายของเรามักได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้าง สื่อ และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอื่น ๆ เครือข่ายสังคมสามารถเป็นทั้งแรงผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก หรือเป็นอุปสรรคต่อการปรับปรุงพฤติกรรม ขึ้นอยู่กับบรรทัดฐานทางสังคมที่เรารับรู้
สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดโรคอ้วน (Obesogenic environment) ได้แก่ วิถีชีวิตที่เนือยนิ่งและกิจกรรมทางกายลดลง มีความเครียดที่เพิ่มขึ้น การเข้าถึงอาหารที่มีพลังงานสูง เป็นต้น
การควบคุมการรับประทานอาหารในผู้ที่มีภาวะอ้วนเกี่ยวข้องกับความไม่สมดุลของสามกลไกหลัก ได้แก่ กลไกสมดุลความอยากอาหารของร่างกาย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ตามมาด้วย กลไกการรับประทานเพื่อความสุข และกลไกการตอบสนองทางปัญญา ความไม่สมดุลของกลไกเหล่านี้ทำให้ร่างกายควบคุมความหิวได้ไม่ดี มีแนวโน้มเลือกรับประทานอาหารเพื่อตอบสนองความพึงพอใจมากขึ้น และลดความสามารถในการควบคุมตนเอง ส่งผลให้รับประทานอาหารมากเกินความจำเป็น จนน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และนำไปสู่ภาวะโรคอ้วนในที่สุด
พันธุกรรมและกระบวนการเหนือพันธุกรรม: ปัจจัยแฝงที่อาจทำให้อ้วน
จากที่กล่าวในตอนต้น นอกเหนือจากปัจจัยสมดุลพลังงาน สมดุลทางฮอร์โมน ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยสภาพแวดล้อมแล้ว ปัจจัยทางพันธุกรรมก็อาจมีเป็นสาเหตุหนึ่งของการพัฒนาไปเป็นโรคอ้วนได้เช่นกันหลายท่านอาจสังเกตได้ว่า หากสมาชิกในครอบครัวมีภาวะอ้วน ลูกหลานก็มักมีภาวะอ้วนด้วยเช่นกัน โดยรหัสพันธุกรรมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคอ้วน เช่น
นอกจากยีนหรือรหัสพันธุกรรมแล้ว กระบวนการเหนือพันธุกรรม (Epigenetics) หรือศาสตร์ว่าด้วยควบคุมการแสดงออกของยีน ที่ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงลำดับยีน แต่ได้รับการกระตุ้นจากพฤติกรรมการดำรงชีวิตของตัวเราเอง ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเกิดโรคอ้วนในหลายแง่มุม ยกตัวอย่างเช่น
อย่างไรก็ดี คุณหมอแอมป์ยังคงเน้นย้ำว่า กุญแจสำคัญของเรื่องนี้เป็นเรื่องของพฤติกรรมการใช้ชีวิต (Lifestyle) เช่น การรับประทานอาหารที่มีขนาดใหญ่และปริมาณมาก รวมไปถึงประเภทและลักษณะของอาหารเราเลือกรับประทาน เช่น กลุ่มอาหารที่ให้พลังงานสูง น้ำตาลสูง และไขมันสูง กลุ่มอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูป เป็นต้น ส่วนปัจจัยด้านรหัสพันธุกรรม หากเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ก็จะ สามารถยับยั้งหรือเพิ่มการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนผ่านทางกระบวนการเหนือพันธุกรรมได้ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ จะช่วยให้เข้าใจในพิมพ์เขียวสุขภาพของตัวเอง และส่งเสริมให้ดูแลสุขภาพของเรานั้นตรงจุดยิ่งขึ้น

แก้ไขระบบตั้งแต่ภายในสู่ภายนอก
แก้ไขระบบแรก: ระบบกลไกร่างกายให้กลับมาสมดุล
ปัจจุบันแนวทางการจัดการโรคอ้วนนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต (Lifestyle modification) ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก เพราะสามารถเริ่มได้ทันที และยั่งยืนมากที่สุด เพื่อให้ทุกท่านสามารถนำไปปรับใช้ได้ง่ายยิ่งขึ้น คุณหมอแอมป์ได้แนะนำ 7 แนวทางการดูแลสุขภาพง่าย ๆ ดังนี้

แก้ไขระบบที่สอง: การสนับสนุนจากสังคม
การสนับสนุนทางสังคมที่ดีมีความสัมพันธ์กับการลดน้ำหนักอย่างยั่งยืน ทั้งจากสมาชิกในครอบครัว การที่มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน โรงเรียน หรือสถานที่ทำงาน มีการกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การอบรมให้ความรู้ หรือมีชมรมที่ให้ทุกคนตระหนักในสุขภาพ สิ่งสำคัญคือ การมีระบบสนับสนุนที่ดี ซึ่งช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี และสร้างสมดุลระหว่างสังคม สภาพแวดล้อม และชีวิตส่วนตัว
แก้ไขระบบที่สาม: การสนับสนุนจากหน่วยงานในเชิงนโยบาย
การปรับปรุงปัญหาเชิงโครงสร้างและกระบวนการทางสังคมที่มีผลต่อสถาบัน กฎหมาย เศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรม เป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์โรคอ้วนได้ เช่น การเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ภาษีอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูป ภาษีไขมัน เป็นต้น การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ การปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และการประชาสัมพันธ์ความรู้ผ่านสื่อโทรทัศน์ สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกคนในสังคม
การปรับปรุงแก้ไขปัญหาตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวอย่างพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล ไปจนถึงการแก้ปัญหาเชิงระบบโครงสร้างและนโยบาย เปรียบเสมือนการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ จะช่วยลดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดโรคอ้วน ช่วยส่งเสริมความตระหนักรู้ของแต่ละคนในทางอ้อมได้ และจะช่วยผลักดันให้เกิดวิถีชีวิตแบบใหม่ ทุกคนสนใจในเรื่องการดูแลสุขภาพที่ดี มีคุณภาพ และยั่งยืนในที่สุด
เนื่องในโอกาสวันอ้วนโลกประจำปีนี้ ภายใต้แนวคิด ‘Changing Systems Healthier Lives’ มุ่งเน้นให้เราทุกคนเกิดความตระหนักในการแก้ไขปัญหาโรคอ้วนอย่างจริงจัง เปลี่ยนแปลงระบบ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน
“เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่ของคนใดคนหนึ่ง แต่ถือว่าเป็นเรื่องของทุกคนในสังคม รวมไปถึงหน่วยงานทุกส่วนตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน ไปจนถึงเป็นพันธกิจในระดับนานาชาติมาร่วมมือกัน มาเริ่มต้นปรับปรุงระบบ เพื่อระงับ และป้องกันวิกฤตการณ์โรคอ้วนนี้ ในการสร้างอนาคตแห่งสุขภาพดีและยั่งยืนสำหรับลูกหลานของเราไปด้วยกัน” นายแพทย์ตนุพล กล่าวทิ้งท้าย
#BDMSWellnessClinic #สุขภาพที่ดีเริ่มที่การป้องกัน #LiveLongerHealthierHappier #PreventiveMedicine #LifestyleMedicine #ScientificWellness
FB: Facebook.com/BDMSWellnessClinic
IG @BDMSWellness
นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธ …
“Intelligent Asia Thailand 2025: เปิดเวทีเทคโ …
✨ เพราะความสุขเริ่มต้นที่บ้าน KUKA home ขอเชิญทุกท่านร่วมงานเปิดตัวโชว์รูม KUKA home ที่ใหญ่ที่สุดแห่งแรกในประเทศไทย!! ในคอนเซ็ปต์ THE TOTAL HOME FURNISHINGS ณ ชั้น 2 บุญถาวร Design Village สาขาเกษตรนวมินทร์ ที่จะทำให้การแต่งบ้านของคุณเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย
💥 กิจกรรมสุดพิเศษ #แชะชวนแชร์ 📸
ให้ทุกโมเมนต์ในงานกลายเป็นความทรงจำที่น่าประทับใจ! เพียงถ่ายภาพ บรรยากาศภายในงาน 1 ภาพ และภายในโชว์รูม KUKA home 1-2 ภาพ แล้วโพสต์ลง Facebook หรือ Instagram – kukahomethailand พร้อมติดแฮชแท็ก #KUKAhomeThailand #TOTALHOMEFURNISHINGS เพื่อรับของรางวัลสุดพิเศษจากเราไปเลย! 🎁 (*อย่าลืมแสดงบัตรเชิญที่หน้างานเพื่อรับสิทธิ์*)
🌟 ในงานพบกับเฟอร์นิเจอร์ระดับโลกที่ครบครันทั้งดีไซน์และฟังก์ชัน พร้อมให้คุณสัมผัสบรรยากาศสุดพรีเมียม และแรงบันดาลใจในการตกแต่งบ้านแบบครบวงจรบนพื้นที่กว่า 1,600 ตร.ม. ที่รวมทุกสไตล์ของการอยู่อาศัยไว้ในที่เดียว
📅 วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม 2568
⏰ ลงทะเบียนเวลา 17.00 น.
📍 KUKA home ชั้น 2 บุญถาวร Design Village สาขาเกษตรนวมินทร์
✨สิ่งที่คุณจะได้สัมผัสภายในงาน ✨
🏡 เฟอร์นิเจอร์ระดับโลกจาก KUKA home ที่ผสานดีไซน์ล้ำสมัยกับฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างลงตัว
🎨 ไอเดียแต่งบ้านครบทุกสไตล์ ไม่ว่าคุณจะชอบแบบโมเดิร์น มินิมอล หรือหรูหรา
💡 คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยให้การเลือกเฟอร์นิเจอร์และการตกแต่งบ้านของคุณง่ายขึ้น
🤩 กิจกรรมและของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่จัดขึ้นเฉพาะในงานนี้เท่านั้น
📢 แล้วพบกันที่ KUKA home @ Design Village Kaset Nawamin
#TOTALHOMEFURNISHINGS #STYLEmatters #เฟอร์นิเจอร์สวย #บุญถาวร
Radisson RED เปิดตัว Radisson RED Phuket Pato …
Lee แบรนด์แฟชั่นที่มาพร้อมคุณภาพ นวัตกรรม และ …
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ห้องโถงธนรัชต์ อาคาร ททท. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวโครงการ ASEAN + INDIA SHOPPERS IN THAILAND 2025 อีกหนึ่งโครงการภายใต้แคมเปญ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025 โดยมี นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคุณสราวุธ มนูทัศน์ ผู้อำนวยการส่วนงานธุรกิจตลาดนักท่องเที่ยว บริษัท คิง เพาเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด คุณดลลัชนัย สุทธารมณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาดต่างประเทศ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) คุณทิพมาศ เกษี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด International Customers and Strategic Partnerships กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัลรีเทล และนางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชีย และแปซิฟิกใต้ พร้อมหน่วยงานพันธมิตร ให้เกียรติเข้าร่วมงานฯ

โครงการ ASEAN + INDIA SHOPPERS IN THAILAND 2025 มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการเดินทาง และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในตลาดอาเซียน และอินเดีย ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก และเป็นศูนย์กลางในการเดินทางของภูมิภาคอาเซียน ททท. คาดว่ากิจกรรมนี้จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวจากตลาดอาเซียนและตลาดอินเดียโดยได้ร่วมกับพันธมิตรและผู้ประกอบการชั้นนำ (Partnership 360 องศา) มอบ Vouchers สิทธิพิเศษมูลค่าเริ่มต้นที่ 500 บาท สูงสุดถึง 3,000 บาท กว่า 6,200 ชิ้นให้แก่นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดอาเซียนและอินเดีย ที่เดินทางมายังประเทศไทย Multiplier effect เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายอื่นๆด้วย โดยร่วมสนุกตอบคำถามเกี่ยวกับ 5 MUST DO IN THAILAND ผ่านเว็บไซต์ aseanindiashoppers.com หรือ SCAN QR CODE เมื่อเดินทางถึงประเทศไทย ณ ร้านค้า หรือสถานประกอบการของพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการฯ เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568

ททท. คาดว่าในปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวจากกลุ่มภูมิภาคอาเซียนเดินทางมายังประเทศไทยมากกว่า 11 ล้านคน และนักท่องเที่ยวจากอินเดียเดินทางมายังประเทศไทย 2.3 ล้านคน พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวของภูมิภาคอาเซียนต่อไป
#ASEANINDIASHOPPERSINTHAILAND2025 #AmazingThailand #GrandPrivilege #Partnership360 #AseanTourismHub




ถ้าอยากสัมผัสบรรยากาศอิซากายะแบบญี่ปุ่นแท้ ๆ …