ผู้เขียน: admin

ททท. เปิดตัว “Tourism Product Highlight 2026” ยกระดับท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืนสู่เป้ารายได้ 3 ล้านล้านบาท ในปี 2569

ททท. เปิดตัว “Tourism Product Highlight 2026” ยกระดับท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืนสู่เป้ารายได้ 3 ล้านล้านบาท ในปี 2569

0 0
Read Time:5 Minute, 12 Second

วันนี้ (2 กุมภาพันธ์ 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมแถลงข่าว “Tourism Product Highlight 2026” ณ Neilson Hays Library มุ่งสร้างการรับรู้ถึงความพร้อม และศักยภาพของสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวไทยในปี 2569  เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า เส้นทาง และประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยให้สอดคล้องกับเทรนด์การท่องเที่ยวโลกในยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาวะความสมดุลชีวิตและการเดินทางที่มีความหมาย พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายรัฐ และเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่มาตรฐานสากล

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ผ่านกลไกการพัฒนาสินค้าเชิงคุณภาพ เดินหน้าผลักดันให้ทุกการเดินทางมีความหมายลึกซึ้ง และทรงคุณค่ายิ่งขึ้น ด้วย 3 หัวใจสำคัญ ได้แก่ การส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่าน่าจดจำ ด้วยการออกแบบและเล่าเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับสินค้า และบริการทางการท่องเที่ยวให้น่าสนใจและ ‘พร้อมขาย’ การส่งมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมายต่อทั้งนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่ ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและมีส่วนร่วมกับชุมชน วัฒนธรรมและวิถีท้องถิ่น และการยกระดับผู้ประกอบการด้วย TAT Certified ไม่ว่าจะเป็นโครงการ STGs STAR, Thailand Tourism Awards และ Trusted Thailand เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการเดินทาง และทำให้การท่องเที่ยวไทยเป็นการเดินทางที่ปลอดภัย มีคุณค่า และน่าประทับใจไปพร้อมกับการยกระดับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไปสู่มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก

โดย ททท. เชื่อมั่นว่า การเพิ่มมูลค่าและนำเสนอสินค้าและบริการเชิงคุณค่าที่ตอบโจทย์ ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวสู่เป้าหมาย3 ล้านล้านบาทในปี 2569 และยกระดับประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับการฟื้นฟูสุขภาวะและการเดินทางที่มีความหมายอย่างแท้จริง ททท. ได้นำเสนอสินค้าการท่องเที่ยวไฮไลต์ “Tourism Product Highlight 2026” ที่สะท้อน
ศักยภาพความหลากหลายด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ดังนี้

๐ Luxury Voyage Thailand เส้นทางท่องเที่ยวที่มีความหรูหรามีเรื่องราวและเอกลักษณ์เฉพาะตัวผสมผสานการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบอย่างยั่งยืน อาทิ Classic car tour, Private Jet Charter, Helicopter tour, Yacht Charter, Diving Live เพื่อรองรับตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพกลุ่มหรูหรามีระดับ
(Luxury Tourist)
๐ Romance in Thailand เส้นทางท่องเที่ยวและสถานที่สุดโรแมนติก สำหรับคู่รัก และนักท่องเที่ยวรายได้สูง โดยผสานความงดงามของธรรมชาติบริการระดับ World-class อาทิ ล่องเรือสุริยัน
จันทรา นุ่งโจง ห่มสไบ ชิมรสไทย…เพลินใจกลางนาวาแห่งรัก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
๐ From Dusk till Dawn 60 จุดหมายปลายทาง แห่งมนต์เสน่ห์ยามค่ำคืน ประสบการณ์ท่องเที่ยวตั้งแต่พระอาทิตย์ตกจนรุ่งสาง ที่เข้มข้นด้วยกิจกรรมและบรรยากาศธรรมชาติในยามค่ำคืน อาทิ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก, ณ สัทธา อุทยานไทย จังหวัดราชบุรี
๐ Thai Craft Destination สัมผัสเสน่ห์เมืองไทยผ่าน “เครื่องดื่มคราฟต์” (Craft Drinks) เส้นทางท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นเล่าเรื่องของวัตถุดิบท้องถิ่น และความพิถีพิถันจากผู้ผลิ ตอาทิ CAFFEINE ROUTE จังหวัดเชียงใหม่ หรือ FRESH FRUITY ROUTE จังหวัดจันทบุรี
๐ Local Experience เส้นทางที่เชื่อมโยงนักท่องเที่ยวกับวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่นอย่างลึกซึ้งสัมผัสประสบการณ์ผ่านวัฒนธรรม อาทิ TOUCH EXPERIENCE จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดอุดรธานี
๐ Worth-Life Balance ประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มุ่งส่งเสริมการดูแลสุขภาพทั้งกาย และใจเพื่อสร้างสมดุลชีวิตอย่างแท้จริง อาทิ THE BARAI หัวหิน ,KLAI Spa กทม.
๐ 5 Must Do in Thailand เส้นทางไฮไลต์สุดคลาสสิกที่สะท้อน “สิ่งที่ต้องทำเมื่อมาประเทศไทย” ทั้งแบบ Iconic และ Must-experience อาทิ Must Taste หมูย่างเมืองตรัง, MUST TRY กิจกรรมต้องลองลุย กิจกรรมเรียนมวยไทย
๐ Travel with Care เส้นทางเที่ยวกระบี่รูปแบบใหม่ที่จะได้ทั้งดูแลทั้งโลกและกลับมาดูแลหัวใจตัวเอง ที่ไม่ได้จะมาเจอแค่แค่ทะเลสวย ผ่านวิถีธรรมชาติ และสัมผัสเสน่ห์วัฒนธรรม ผ่าน 3 เส้นทาง Self Care , Nature Care และ Culture Care
๐ UNESCO Thailand 7 เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงเมืองสร้างสรรค์ตามเครือข่าย UNESCO Creative Cities ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ UNESCO Creative City of Craft and Folk Art
๐ Krabi Prototype โมเดลการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของจังหวัดกระบี่ ที่ผสมผสานการท่องเที่ยวธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และกิจกรรมที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่
Rail Rover Thailand 10 เส้นทางการท่องเที่ยวรถไฟของประเทศไทย โดยเน้นการเดินทางอย่างช้าๆ เพื่อให้สัมผัสทิวทัศน์ วิถีชีวิต และชุมชนตลอดทาง อาทิ เส้นทางรถไฟสายชิม (Taste Track) กรุงเทพมหานคร – หัวหิน – สงขลา

 

ไม่เพียงเท่านั้นในปีนี้ ททท. ยังมุ่งมั่นยกระดับผู้ประกอบการและส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ไปสู่ความยั่งยืนผ่านมาตรฐานหรือเกณฑ์ความยั่งยืนของ ททท. (TAT Certified) ประกอบการด้วย  151 รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) หรือ รางวัลกินรี ปี 2568 ยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โครงการ STAR : Sustainable Tourism Acceleration Rating (STGs STAR) ช่วยผลักดันผู้ประกอบการท่องเที่ยวสู่มาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน และยังมีตราสัญลักษณ์ Trusted Thailand ที่มุ่งเน้นด้านมาตรฐานความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลก

นอกจากนี้ ภายในงานแถลงข่าวยังได้เชิญ เจนนี่ ปาหนัน และคิวเท โอปป้า อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังร่วมกล่าวถึงประสบการณ์และความน่าสนใจของสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวไทย พร้อมนำเสนอสินค้าการท่องเที่ยวผ่านกิจกรรม Product Showcase และ Workshop (DIY) กิจกรรมสาธิตอาทิ เมนูอาหาร “คานาเป้ ก้อยปลาดุก” จากเชฟไพศาล ชีวินศิริวัฒน์ เจ้าของร้านอาหารแก่น จ.ขอนแก่น และร้านอาหารแก่นกรุง กรุงเทพฯ ที่ได้รับการแนะนำจากมิชลินไกด์ เพื่อต่อยอดไปสู่การเสนอขายสินค้าและบริการทางท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดสินค้าการท่องเที่ยวไฮไลต์ “Tourism Product Highlight2026” เพิ่มเติมได้ที่ https://tourismproduct.tourismthailand.org หรือ โทร. 1672 Travel Buddy
#TourismProductHighliht2026
#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ลงนามบริหาร ชามา ฮับ ลาดพร้าว  ต่อยอดความสำเร็จ สะท้อนความเชื่อมั่นเจ้าของโครงการลงทุนต่อเนื่อง

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ลงนามบริหาร ชามา ฮับ ลาดพร้าว ต่อยอดความสำเร็จ สะท้อนความเชื่อมั่นเจ้าของโครงการลงทุนต่อเนื่อง

0 0
Read Time:4 Minute, 34 Second

ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) ประกาศลงนามสัญญาบริหาร ชามา ฮับ ลาดพร้าว (Shama Hub Ladprao) อย่างเป็นทางการ ในพิธีลงนามที่จัดขึ้น ณ โรงแรม อมารี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดยมี นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป และ นายสมชาย งามดํารงเกียรติ เจ้าของโครงการ ชามา เย็นอากาศ (Shama Yen Akat) และ ชามา ฮับ ลาดพร้าว (Shama Hub Ladprao) เป็นตัวแทนลงนาม ท่ามกลางคณะผู้บริหารและพนักงานจากทั้งสององค์กรที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน

ชามา ฮับ ลาดพร้าว (Shama Hub Ladprao) นับเป็นโครงการเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์แห่งที่สองที่ นายสมชาย งามดำรงเกียรติ มอบความไว้วางใจให้ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เข้ารับบริหาร ต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการ ชามา เย็นอากาศ (Shama Yen Akat) ในตลอดระยะเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา การตัดสินใจลงทุนและแต่งตั้ง ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ให้เข้าบริหารโครงการแห่งที่สองครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่องของเจ้าของโครงการที่มีต่อแบรนด์ ชามา และ ชามา ฮับ รวมถึงความเชี่ยวชาญของทีมบริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ในการส่งมอบมาตรฐานการบริการควบคู่กับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและความยั่งยืนในระยะยาว

ทั้งนี้ ชามา ฮับ ลาดพร้าว (Shama Hub Ladprao) ถือเป็นชามา ฮับ (Shama Hub) แห่งแรกของประเทศไทย และเป็นชามา ฮับ ลำดับที่ 3 ในระดับภูมิภาค โดยการพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด “Shama Hub” มุ่งเน้นที่การออกแบบพื้นที่พักอาศัยให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในเมืองอย่างคล่องตัว โดดเด่นด้วยห้องพักขนาดพอเหมาะใช้งานได้จริง ได้รับการจัดสรรพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต ตั้งอยู่ในทำเลเมืองที่เชื่อมต่อการเดินทางได้อย่างสะดวก รองรับทั้งการทำงานและการใช้ชีวิต รายล้อมด้วยชุมชนเมืองที่มีชีวิตชีวา อีกทั้งยังมีพื้นที่ส่วนกลาง (Shared Space) ที่รองรับทั้งการทำงาน การพักผ่อน และการพบปะสังสรรค์ อาทิ Co-working Space และ Social Space และบริการดูแลผู้เข้าพักภายใต้มาตรฐานการบริการระดับสากลของแบรนด์ชามา ฮับ ที่ไว้ใจได้

นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เผยว่า “แบรนด์ชามา (Shama) เติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์การเลือกที่พักอาศัยของนักเดินทางในปัจจุบัน โดยเฉพาะตลาดที่พักอาศัยระยะยาว (Long Stay) ซึ่งเป็นผลจากการศึกษาข้อมูลและการพัฒนาแบรนด์ของออนิกซ์ฯ ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับ ชามา ให้เป็นแบรนด์เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้เข้าพักได้อย่างแท้จริง อีกทั้งชามายังได้รับการออกแบบทั้งที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกภายใต้แนวคิดของความยืดหยุ่น รองรับการเข้าพักได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ Long Stay, Extended Stay ไปจนถึง Short Stay โดยเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจและคนทำงานจากต่างประเทศที่มีความต้องการที่พักลักษณะนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง”

พร้อมกันนี้ นายยุทธชัย กล่าวเสริมว่า “ประเทศไทยยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากนานาประเทศ ด้วยจุดแข็งด้านทำเล ค่าครองชีพ และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการเติบโต ส่งผลให้ความต้องการที่พักอาศัยระยะยาวในประเทศไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแบรนด์ชามา และชามา ฮับ สามารถตอบโจทย์ทิศทางของตลาดนี้ได้อย่างชัดเจน”

ด้าน นายสมชาย งามดำรงเกียรติ เจ้าของโครงการ กล่าวว่า “เราเชื่อว่าที่พักอาศัยไม่ควรเป็นเพียงสถานที่พัก แต่ควรเป็นพื้นที่ใช้ชีวิตที่ตอบสนองได้ครบทุกมิติ ทั้งด้านมาตรฐาน ความปลอดภัย ประสบการณ์ ความสะดวกสบาย และความรู้สึกเป็นส่วนหนี่งที่ผู้เข้าพักสัมผัสได้ ซึ่งแบรนด์ชามามีจุดเด่นในเรื่องเหล่านี้อย่างชัดเจน รวมทั้งการผสานความทันสมัยของชีวิตเมืองเข้ากับความอบอุ่นแบบบ้าน พร้อมพื้นที่การใช้งานที่ออกแบบมาเพื่อการอยู่อาศัยจริง ทำให้ผู้เข้าพักสามารถรู้สึกถึงเป็นส่วนหนึ่งกับที่พักและชุมชนโดยรอบได้ตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าพักระยะสั้นหรือระยะยาว”

“นอกจากนี้ ด้วยยุทธศาสตร์ของประเทศไทยที่มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน Health & Wellness ยังสอดคล้องกับแนวคิดของที่พักอาศัยระยะยาวในรูปแบบของชามาได้อย่างลงตัว ในภาพใหญ่ ผมเชื่อว่าหากประเทศไทยมีที่พักอาศัยที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้เข้าพักได้ จะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และคนทำงานจากทั่วโลกให้เลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในการใช้ชีวิตและทำงานในระยะยาวมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เพียงส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวเท่านั้น ยังจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายยุทธชัย กล่าวเสริม

ชามาเป็นที่พักที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเข้าพักทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะไม่เพียงโดดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง ซึ่งล้วนอยู่ในย่านที่พักอาศัยที่มีการเชื่อมต่ออย่างสะดวกสู่ย่านธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ยังมาพร้อมกับการให้บริการมาตรฐานระดับโรงแรม ทั้งนี้เพื่อสร้างประสบการณ์การพักอาศัยที่ลงตัวและสะดวกสบายในทุกมิติ โดยภายใต้แบรนด์ชามา ประกอบด้วย 3 ซับแบรนด์หลักภายใต้ “Shama Ecosystem” ได้แก่ ชามา ลักซ์ (Shama Luxe) ชามา (Shama) และ ชามา ฮับ (Shama Hub) ซึ่งมีการออกแบบให้แตกต่างกันในด้านขนาดห้องพัก ทำเล และสไตล์การตกแต่ง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในหลากหลายระดับ ตั้งแต่ Upper Upscale จนถึง Upper Middle Scale ปัจจุบัน เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ภายใต้แบรนด์ชามา เปิดให้บริการและอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการรวมทั้งสิ้น 23 แห่ง ใน 7 ทำเลสำคัญทั่วประเทศไทย จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง และประเทศมาเลเซีย

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
ARDA เปิดตัว “EUDR Thailand Traceability Platform” ประกาศความพร้อมไทยสู้กติกาโลกใหม่ รักษาตลาดเกษตรส่งออกEU กว่า 2 หมื่นล้าน

ARDA เปิดตัว “EUDR Thailand Traceability Platform” ประกาศความพร้อมไทยสู้กติกาโลกใหม่ รักษาตลาดเกษตรส่งออกEU กว่า 2 หมื่นล้าน

0 0
Read Time:3 Minute, 30 Second

วันที่ 21 มกราคม 2569 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดพิธีเปิด งาน “Go Live: EUDR Thailand Traceability Platform” เปิดตัวแพลตฟอร์มตรวจสอบย้อนกลับ ระดับประเทศที่พร้อมใช้งานจริง เพื่อรองรับกฎระเบียบ European Union Deforestation-free Regulation (EUDR) ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาตลาดส่งออกสินค้าเกษตรของไทยมูลค่ากว่า 20,800 ล้านบาทต่อปี ตอกย้ำความพร้อมของไทยในการคงสถานะ“ประเทศความเสี่ยงต่ำ” ตามเกณฑ์สหภาพยุโรป โดนมีนายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน ณ โรงแรมที.เค.พาเลซ กรุงเทพฯ

โดยรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากรายงานของ FAO และ UNEP (2020) ระบุว่าโลกสูญเสียพื้นที่ป่ากว่า 10 ล้านเฮกตาร์ต่อปี ในช่วงปี 2015–2020 รวมสะสมกว่า 80 ล้านเฮกตาร์ นับตั้งแต่ปี 1990 สหภาพยุโรปจึงออกกฎ EUDR กำหนดให้สินค้าที่นำเข้า EU ต้องพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า มีพิกัดแปลงผลิตที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และต้องปฏิบัติตามกฎหมายประเทศต้นทางอย่างถูกต้อง แม้ไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศความเสี่ยงต่ำ แต่การปฏิบัติตามข้อกำหนดยังเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs และเกษตรกรรายย่อย

จากข้อมูล UN Comtrade ปี 2567 ไทยส่งออกสินค้าเกษตร 7 กลุ่มที่อยู่ในเกณฑ์ EUDR ได้แก่ ยางพารา, ปาล์ม, น้ำมัน, วัว, ไม้, กาแฟ, โกโก้ และถั่วเหลือง ไปสหภาพยุโรปรวมกว่า 1.85 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.49 หมื่นล้านบาท)

ดังนั้นการพัฒนาเครื่องมือเพี่อสร้างระบบรองรับในระดับประเทศจึงเป็นกลไกสำคัญ ที่ช่วยให้ไทยปรับตัวทันต่อกติกาโลกใหม่ และแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติการปฏิบัติตามข้อกำหนด EUDR จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นพิกัดแปลงผลิต หลักฐานสิทธิในที่ดิน หรือการจัดทำเอกสาร Due Diligence Statement (DDS) ซึ่งหากขาดระบบกลางที่เชื่อมโยงข้อมูลอย่างเป็นมาตรฐาน จะเป็นการเพิ่มภาระงานและต้นทุน รวมถึงเสี่ยงต่อการสูญเสียโอกาสทางการค้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและเกษตรกรต้นน้ำอย่างเลี่ยงไม่ได้

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เปิดเผยว่า เพื่อรองรับข้อกำหนด EUDR อย่างเป็นรูปธรรม ARDA องค์การมหาชนภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และในฐานะหน่วยบริหารจัดการทุน(PMU) ในการบริหารงบประมาณวิจัยกองทุนด้าน ววน. ได้สนับสนุนงานวิจัย 9 โครงการสำคัญ ในปี 2568 ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบระบบตรวจสอบย้อนกลับ การเชื่อมข้อมูลพิกัดแปลงผลิต–ภาพถ่ายดาวเทียม การทวนสอบสิทธิที่ดิน การปรับมาตรฐานแผนที่เกษตร การตรวจสอบกฎหมายไม้ไทย การวิเคราะห์ตลาด ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายวิทยากรถ่ายทอดสู่เกษตรกรกว่า 1,000 รายในพื้นที่เป้าหมาย

สำหรับแพลตฟอร์ม EUDR Thailand Traceability Platform ทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางการจัดทำ Due Diligence Statement (DDS) ที่ถูกต้อง แม่นยำ และเป็นไปตามข้อกำหนดของ EU ช่วยลดความซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาดในการจัดทเอกสารซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้คู่ค้าในยุโรป และสนับสนุนให้ไทยสามารถคงสถานะประเทศความเสี่ยงต่ำได้อย่างต่อเนื่อง โดยระบบถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย รองรับทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ SMEs และเกษตรกรรายย่อย

ทั้งนี้ ARDA จะเปิดให้ใช้งานแพลตฟอร์มดังกล่าวตั้งแต่ 21 มกราคม 2569 เป็นต้นไปทาง https://eudrthai.com/ โดยผู้ประกอบการที่จะนำสินค้าเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปเป็นครั้งแรกจะยื่น DDS เพียงครั้งเดียว ขณะที่ผู้ประกอบการปลายน้ำและผู้ค้าไม่ต้องยื่นซ้ำ แต่ต้องเก็บและส่งต่อหมายเลขอ้างอิงของ DDS เดิม ส่วนผู้ประกอบการรายย่อยในระดับผู้ผลิตเบื้องต้นสามารถยื่นเอกสารรับรองแบบครั้งเดียว (one-off simplified declaration) เพื่อใช้แทนการยื่น DDS ทุกครั้ง

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการสรุปสาระสำคัญของกฎระเบียบ EUDR และเทคโนโลยีของแพลตฟอร์มที่สามารถรวบรวมพิกัดแปลงปลูก (Geolocation) เพื่อออกเอกสาร Due Diligence Statement (DDS) ได้อย่างถูกต้อง รวมถึงการนำเสนอที่มาของมาตรการ ฐานข้อมูลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกว่า 15 ฉบับ และความสำเร็จของเครือข่ายถ่ายทอดความรู้ทั่วประเทศ

“ปี 2569 จะเป็นปีที่เกษตรไทยก้าวขึ้นสู่บนเวทีโลกในฐานะผู้ผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง ARDA เชื่อมั่นว่าแพลตฟอร์มนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้งานได้จริง ช่วยสร้างรายได้ เพิ่มความมั่นคงให้เกษตรกร และรักษาผืนป่าไทยควบคู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” ดร.ทวีศักดิ์กล่าวปิดท้าย

#สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร
#EUDRThailandTraceabilityPlatform

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
ฮั่ว เซ่ง ฮง ชวนลิ้มรสความเฮง ผ่าน Set Lucky Mini เมนูมงคล

ฮั่ว เซ่ง ฮง ชวนลิ้มรสความเฮง ผ่าน Set Lucky Mini เมนูมงคล

ฮั่ว เซ่ง ฮง ชวนลิ้มรสอาหารจีนระดับตำนานกว่า