ผู้เขียน: admin

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มุ่งยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นด้วย Soft Power รังสรรค์เป็นเมนูเด็ดชุมชนดีพร้อม ภายใต้โครงการยกระดับธุรกิจอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชน

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม มุ่งยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นด้วย Soft Power รังสรรค์เป็นเมนูเด็ดชุมชนดีพร้อม ภายใต้โครงการยกระดับธุรกิจอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชน

0 0
Read Time:5 Minute, 50 Second

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผนึกกำลังสถาบันอาหาร ยกระดับวิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการชุมชน โดยการพัฒนาองค์ความรู้ สร้างมูลค่าวัตถุดิบท้องถิ่น เผยแพร่อัตลักษณ์วิถีชุมชน จากการนำวัตถุดิบท้องถิ่นผสมผสานภูมิปัญญาและวิถีชีวิตชุมชน เกิดการรังสรรค์เมนูเด็ดชุมชนดีพร้อม 26 เมนู จาก 13 ชุมชน ภายใต้กิจกรรม มุ่งยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นด้วย Soft Power รังสรรค์เป็นเมนูเด็ดชุมชนดีพร้อม คาดว่าจะสามารถกระตุ้นเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้กว่า 5.6 ล้านบาท

 นายภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดี กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายผลักดัน Soft Power อาหาร ซึ่งอาหารไทยเพียบพร้อมด้วยรสชาติ และคุณประโยชน์จากวัตถุดิบ ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ในระดับโลก” กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) มีภารกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมชุมชน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจฐานราก ในปีนี้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร สร้างมูลวัตถุดิบท้องถิ่น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับวิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล จึงทำให้เกิด “โครงการยกระดับธุรกิจอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชน” ซึงภายใต้โครงการดังกล่าว มีกิจกรรมที่สำคัญคือการมุ่งยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นด้วย Soft Power รังสรรค์เป็นเมนูเด็ดชุมชนดีพร้อม ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัว เพิ่มทักษะการประกอบการธุรกิจด้านอาหารในการนำความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสมผสานต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมและวัฒนธรรมท้องถิ่นผนวกความคิดสร้างสรรค์ รังสรรค์เป็น “เมนูเด็ดชุมชนดีพร้อม” ที่มีคุณค่าและสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับอาหารท้องถิ่นได้โดยใช้แนวคิดเชิงสร้างสรรค์มาประยุกต์ให้เกิดเป็นเมนูที่โดดเด่นได้

และจากการดำเนินกิจกรรมนี้ ดีพร้อมเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นให้ชุมชนสามารถปรับตัวและรองรับการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงสามารถยกระดับเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นให้มี ความเข้มแข็ง เกิดการกระจายรายได้ มีศักยภาพในการแข่งขัน สามารถพึ่งพาตนเองได้ เกิดการยกระดับมาตรฐานการครองชีพและความเป็นอยู่ของประชาชนในชุมชนให้ดีขึ้น ตลอดจนสามารถนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญที่ได้รับจากการเข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ไปถ่ายทอดให้คนในชุมชนรุ่นต่อไปได้ เพื่อเกิดเป็นชุมชนต้นแบบและโมเดลในการพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมชุมชนด้านอุตสาหกรรมอาหาร จนก่อให้เกิดการขยายผลไปยังชุมชนพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และยังเป็นการสร้างจุดขายและรายได้ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศให้กับชุมชน อันจะสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้ชุมชน ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากเกิดความแข็งแกร่งได้อย่างยั่งยืน

นายสิทธิรงณ์ เร่งเงียบ ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบว่าผู้ประกอบการชุมชน ทั้งในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน หรือเครือข่ายวิสาหกิจ มีการจดทะเบียนในปี 2566 จำนวน 84,759 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 524 แห่ง โดยธุรกิจชุมชนเหล่านี้สร้างรายได้ ต่อปีมากกว่า 2.55 หมื่นล้านบาท ซึ่งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมเองได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของ “ธุรกิจชุมชน” จึงเกิดการผลักดันขับเคลื่อนเพื่อสร้างความเข้มแข็ง โดยมุ่งเน้นการชูอัตลักษณ์ท้องถิ่น : วัฒนธรรม วิถีชีวิต ธรรมชาติ และอาหาร เพื่อยกระดับเมนูอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นเป็น “เมนูเด็ดชุมชนดีพร้อม” โดยเริ่มดำเนินการขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2566 เพื่อรังสรรค์และพัฒนาวัตถุดิบท้องถิ่นให้กลายเป็นเมนูเด็ดดีพร้อม จำนวน 26 เมนู จาก 13 ชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นให้ชุมชนสามารถปรับตัวและรองรับการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงสามารถยกระดับเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง มีศักยภาพในการแข่งขัน สามารถพึ่งพาตนเองได้ เกิดการยกระดับมาตรฐาน การครองชีพ และความเป็นอยู่ของประชาชนในชุมชนให้ดีขึ้น

นายสิทธิรงณ์ เร่งเงียบ ผู้อำนวยการกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวต่อไปว่า ภายในกิจกรรม “ยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นด้วย Soft Power รังสรรค์เป็นเมนูเด็ดชุมชนดีพร้อม” ประกอบด้วยกิจกรรมย่อย 3 กิจกรรม

  • กิจกรรม “ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ (Creative chef camp)” ระหว่างวันที่ 20 – 22กุมภาพันธ์ 2567
  • กิจกรรมให้คำปรึกษาแนะนำ (Coaching) ในรูปแบบออนไลน์ ระหว่างวันที่ 4 – 19มีนาคม 2567
  • กิจกรรมแถลงข่าวสร้างการรับรู้และสรุปผลการดำเนินงาน ในวันที่ 21 พฤษภาคม 2567

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า ปัจจุบันการท่องเที่ยวเชิงอาหาร หรือ Gastronomy Tourism ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากการขยายตัวของตลาดการท่องเที่ยวเชิงอาหารทั่วโลกเฉลี่ยปีละ 16.8% และคาดว่าจะมีมูลค่าตลาด 1,796.5 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2570 โดยไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดเกือบ 4% คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 70 ล้านบาท จากการสำรวจกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลเลือกเดินทางมาประเทศไทยคือ ความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว อาหารและเครื่องดื่ม และอัธยาศัยไมตรีของคนท้องถิ่น ซึ่งเห็นได้ชัดว่า “อาหาร” คือหนึ่งในปัจจัยหลักที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คำนึงถึง และจากการรายงานของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รายงานว่า นักท่องเที่ยวมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่ม คิดเป็น 1 ใน 3 ของค่าใช้จ่ายต่อคน โดยพบว่า อาหารที่นิยมรับประทานที่สุด ได้แก่กลุ่มอาหาร Street Food (77.03%) รองลงมาเป็นร้านอาหารท้องถิ่น หรือทัวร์อาหารท้องถิ่น (45.72%) กลุ่มร้านอาหารไทย แบบ Fine Dining กลุ่ม Café และกลุ่มร้านอาหารนานาชาติ แบบ Fine Dining ตามลำดับ

ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวต่อไปว่า ในปีนี้รัฐบาลมีการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในสายตานักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศมากขึ้นผ่านการส่งเสริม Soft Power 8 อุตสาหกรรม ซึ่ง “อาหารไทย” เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ให้ความสำคัญ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผู้ประกอบการทุกระดับ และยกระดับผู้ประกอบการชุมชนเพื่อพัฒนาเมนูอาหารที่ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จัก ผ่านการจัดทำเมนูเด็ดชุมชนดีพร้อม ซึ่งสอดรับกับภาระกิจของกองพัฒนาอุตสาหกรรมชุมชน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสถาบันอาหาร ที่ให้ความสำคัญกับภาระกิจในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในทุกระดับให้สามารถเติบโตและแข่งขันในตลาดได้ ผ่านการส่งเสริมองค์ความรู้ การวิจัย และการส่งเสริมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่ผู้ประกอบการ

 

นายภาสกร ชัยรัตน์ อธิบดี กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) และสถาบันอาหาร จะร่วมกันผลักดันให้ “ประเทศไทยเป็นจุดหมายสำคัญในการยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นด้วย Soft Power รังสรรค์เป็นเมนูเด็ดชุมชนดีพร้อม เพื่อต่อยอดพลังแห่ง Soft Power ในการส่งต่อไปยังนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพื่อสร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้คนในชุมชนและเป็นการสร้างรากฐานอุตสาหกรรมให้แก่ประเทศอีกทางหนึ่ง

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
100 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง..เทศกาลดนตรี”Sunset Beach Music Festival 2024″ วันเสาร์ที่ 25 พ.ค 67 ชายหาดร้านปลาทู -ชะอำ

กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง..เทศกาลดนตรี”Sunset Beach Music Festival 2024″ วันเสาร์ที่ 25 พ.ค 67 ชายหาดร้านปลาทู -ชะอำ

0 0
Read Time:1 Minute, 3 Second

กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง เฮฟวี่ ออร์แกไนเซอร์ ผู้จัดเทศกาลดนตรีที่รวมศิลปิน และ DJ รุ่นใหม่ถึงรุ่นใหญ่
สายเร็กเก้สกานานาชาติใหญ่ที่สุดของเมืองไทย “Sunset Beach Music Festival 2024” วันเสาร์ที่ 25 พ.ค 67 ชายหาดร้านปลาทู อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ตั้งแต่เวลา 13.00 – 01.00 น.


ไปเต้นรำบนชายหาดกับ 13 ศิลปิน 9 ดีเจ 2 เวที Live Bands JOB 2 DO / T-BONE / SRIRAJAH ROCKERS / KAI-JO BROTHERS / THE SUPERGLASSES SKA ENSEMBLE / SKALAXY / MOCCA GARDEN /DEEP O SEA /GOLDRED /JUU4E /THE PARADISE BANGKOK MOLAM INTERNATIONAL BAND / NU REGGAE MAN / MAD PACK IT (with Special Reggae Ska Version) DJ นานาชาตินำทีมโดย STYLISH NONSENSE / JUDEAN KONG aka. KING KONG KILLA (GJHF) / STICKY KEYS GJHF (MY) / JAN UP GJHF (DE) / YELLA SKY SOUND SYSTEM GJHF (ID) / WICKED T (TH) / DR. DA POOKSTER AKA.THE STICKY RICE / SISTA ZINE (TH) / KELLY K (TH)


ซื้อบัตรได้ทาง 1. Inbox page : m.me/Sunsetbeachmusicfest
2. Website Megatix : https://megatix.in.th/events/sunsetbeach2024
– Promotion! บัตรราคา 990 บาท จากราคาปกติ 1,500 บาท

งานนี้ไม่อนุญาตให้นำเก้าอี้และโต๊ะทุกชนิดเข้างานนะเพื่อนๆ และเราจะช่วยกันรักษาความสะอาดจนงานเสร็จและเก็บขยะไปทิ้งให้เรียบร้อย

ติดตามรายละเอียดได้ที่ www.facebook.com/Sunsetbeachmusicfest

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
KIAT ผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้พุ่งทะยาน 

KIAT ผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้พุ่งทะยาน 

0 0
Read Time:2 Minute, 33 Second
KIAT ผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้พุ่งทะยาน
• กำไรสุทธิโต 106.14% YoY ผลจากการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้น
• เล็งหาพลังงานทางเลือกให้กับลูกค้าท่ามกลางราคาพลังงานขาขึ้น
บมจ.เกียรติธนา ขนส่ง หรือ KIAT ผู้นำในการให้บริการด้านการขนส่งวัตถุอันตรายและสินค้าพิเศษที่เน้นความปลอดภัยสูง รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสแรกของปีนี้ มีกำไรขั้นต้นพุ่ง 39.23% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสแรกของปีที่แล้ว ดันกำไรสุทธิพุ่ง 106.14% จาก 20.19 ล้านบาทในไตรมาแรกของปีที่แล้วมาเป็น 41.62 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปีนี้ ในขณะที่รายได้รวมในไตรมาสแรกของปีนี้เติบโตจาก 227.41 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปีที่แล้ว มาเป็น 234.49 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปีนี้ คิดเป็นอัตราเติบโต 3.12%
นางสาวมินตรา มนต์เสรีนุสรณ์ กรรมการผู้จัดการ KIAT เปิดเผยผลการดำเนินงานประจำไตรมาสแรกของปีนี้ KIAT มีผลกำไรขั้นต้นเติบโต 39.23% จาก 55.92 ล้านบาทในช่วง 3 เดือนแรกของปีที่แล้วมาเป็น 77.86 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีนี้ ทั้งนี้เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากบริการขนส่งระบบรางและการรับรู้รายได้จากบริการตัวแทนการให้บริการนำเข้าและส่งออกหรือ Freight Forwarder
“ในขณะที่กำไรขั้นต้น เรามีการฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นผลจากการบริหารจัดการต้นทุนที่ดีขึ้น ทำให้อัตรากำไรสุทธิของเราเติบโตขึ้นเท่ากับ 17.75% เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 8.88%” นางสาวมินตรา กล่าว
นางสาวมินตรา กล่าวว่าจากผลประกอบการที่สดใสในไตรมาสแรกของปีนี้ KIAT ได้ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วราว 20% ทั้งนี้เพราะการรับรู้รายได้ในธุรกิจใหม่ ๆ เช่นบริการขนส่งสินค้าด้วยระบบรางที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากลูกค้า และบริการ Freight Forwarder
ทางด้านนายเมฆ มนต์เสรีนุสรณ์ รองกรรมการผู้จัดการด้านการตลาดและพัฒนาธุรกิจ KIAT เปิดเผยเพิ่มเติมว่า KIAT ในฐานะผู้นำในการให้บริการขนส่งวัตถุอันตรายและสินค้าพิเศษ บริษัทฯ จึงได้เดินหน้าศึกษาความเป็นไปได้ในการนำรถบรรทุกที่ใช้พลังงานทางเลือกให้แก่ลูกค้า ซึ่งนอกจากจะเป็นทางเลือกเพิ่มเติมให้แก่ลูกค้าที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดแล้ว ยังสอดคล้องกับแนวนโยบายของ KIAT และหลักปรัชญาการดำเนินธุรกิจของลูกค้าที่เล็งเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นไปตามแนวโน้มของธุรกิจสากล
“ล่าสุด เราได้เดินหน้าโครงการทดลองวิ่งรถบรรทุกพลังงานบริสุทธิ์ที่ใช้ LNG เป็นพลังงานขับเคลื่อน โดยเราได้จัดหารถจำนวน 2 คันสำหรับทดลองในโครงการนี้ ซึ่งเริ่มทดลองในเดือนนี้เป็นต้นไปเพื่อศึกษาและเก็บข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปภายใน 1 – 2 เดือน ขณะเดียวกัน เราเองก็ได้ศึกษาแนวทางการใช้ eTruck เป็นอีกทางเลือกแก่ลูกค้าในอนาคตด้วยเช่นกัน” นายเมฆ กล่าว
นายเมฆ กล่าวว่าการศึกษาพลังงานสะอาด ถือเป็นหนึ่งในความรับผิดชอบต่อสังคมโลกที่ต้องการให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเร่งด่วน ซึ่ง KIAT ได้เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมแล้วคือการให้บริการขนส่งด้วยระบบรางที่มีส่วนช่วยลดการปล่อยคาร์บอนของลูกค้า โดยลูกค้าที่ใช้บริการขนส่งด้วยระบบราง สามารถนำบริการดังกล่าวไปคำนวณคาร์บอนเครดิตขององค์กร
Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
สยามพิวรรธน์ฉลองเดือนแห่ง Pride สุดยิ่งใหญ่  “The Celebration: Right to Love”

สยามพิวรรธน์ฉลองเดือนแห่ง Pride สุดยิ่งใหญ่ “The Celebration: Right to Love”

สยามพิวรรธน์ฉลองเดือนแห่ง Pride สุดยิ่งใหญ่ “