ผู้เขียน: admin

CRC Sports  ในเครือเซ็นทรัลรีเทลเปิดตัวแบรนด์ “Columbia” และ Flagship store กลางเซ็นทรัลเวิลด์

CRC Sports ในเครือเซ็นทรัลรีเทลเปิดตัวแบรนด์ “Columbia” และ Flagship store กลางเซ็นทรัลเวิลด์

0 0
Read Time:6 Minute, 49 Second

CRC Sports (ซี อาร์ ซี สปอร์ต) ในเครือเซ็นทรัลรีเทลเปิดตัวแบรนด์ “Columbia”
และ Flagship store กลางเซ็นทรัลเวิลด์

 

เมื่อเร็วๆนี้ บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด จัดงานเปิดตัวแบรนด์ “Columbia”และ Flagship store อย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ นำโดยคุณอเล็กซองด์ อัมเบล กรรมการผู้จัดการใหญ่ คุณอินทิรา ศิริผลสมสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายบริหารสินค้า คุณวิยะดา บูรณะภากรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายการตลาด และคุณกัญญณัช เผ่าโนรี ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ Columbia (โคลัมเบีย) ประเทศไทย พร้อมด้วยนักแสดงชื่อดัง “เต้ย-จรินทร์พร จุนเกียรติ” ร่วมงาน เปิดตัวในครั้งนี้ พร้อมชูจุดเด่นด้านนวัตกรรม owned- technology ที่ทางแบรนด์คิดค้น และผลิตขึ้นเอง ซึ่งการเปิด Flagship store ครั้งนี้ จะทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น ซึ่งการมาครั้งนี้แบรนด์ Columbia ได้นำสินค้าที่ตอบโจทย์ทุกกิจกรรมเอาต์ดอร์ทุกสภาพอากาศยาวนานตลอดทั้งปี มาให้แก่กลุ่มลูกค้าชาวไทย

คุณอเล็กซองด์ อัมเบล เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์พร้อมกับเผยทิศทางธุรกิจในครั้งนี้ว่า ปัจจุบัน ตลาดกลุ่มเอ้าท์ดอร์ในประเทศไทยมีการขยายตัวค่อนข้างสูง ทั้งการไป Camping, Hiking, Trail running หรือกิจกรรมทางน้ำกลางแจ้ง ดังนั้นเราจึงเล็งเห็นถึงโอกาสเติบโตของแบรนด์ และพยายามผลักดัน แบรนด์ Columbia ให้เป็นแบรนด์ชั้นนำในประเทศไทย ทั้งนี้ที่เราเลือกศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เนื่องจาก ที่นี่เป็นแลนด์มาร์กระดับโลก ที่ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกจะต้องมาเยือน ตั้งอยู่ใจกลาง เมือง ศูนย์กลางการใช้ชีวิตของผู้คน ด้วยกลุ่มลูกค้ากว่า 60,000 คนต่อวัน

ซี อาร์ ซี สปอร์ต วางนโยบายบริหารร้านค้าปลีกของแบรนด์ Columbia ที่ครอบคลุมการขยายทั้ง ร้านค้าปลีกและในรูปแบบของอีคอมเมิร์ซ โดยปีนี้ ได้เปิด 4 สาขาใหม่ ได้แก่ สาขาพระราม 9 สาขาภูเก็ต สาขาเชียงใหม่ และ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายออนไลน์บนเว็บไซต์ Supersports.co.th รวมถึง Lazada, Shopee และ Central พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์ผ่านการสนับสนุน กิจกรรมและคอนเทนต์รีวิวสินค้าบนช่องทางออนไลน์ ซึ่งจะช่วยสร้างความตื่นเต้นและเพิ่มการมีส่วนร่วม ของกลุ่มลูกค้า

คุณอินทิรา ศิริผลสมสุข กล่าวเสริมถึง จุดเด่นของแบรนด์อยู่ที่ owned- technology เทคโนโลยี ที่ทางแบรนด์คิดค้นและผลิตขึ้นเองและเป็นส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ ซึ่งเทคโนโลยีนี้ สามารถปกป้องเราได้ในทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเสื้อกันหนาวที่สามารถกันหนาวได้ถึง อุณหภูมิติดลบ 25 องศา หรือเสื้อแขนยาวที่มีเทคโนโลยีป้องกัน UV ได้สูงถึง UPF 50 แถมยังระบาย อากาศ และเหงื่อได้เป็นอย่างดี โดยแบรนด์ Columbia มุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม Everyday Experts กลุ่ม Urban Actives และกลุ่ม Professional Elites

Everyday Experts เป็นกลุ่มที่มีความชำนาญ และมองหาอุปกรณ์ที่มีคุณภาพแบบมืออาชีพ สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง โดยแบรนด์ Columbia พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ด้วย ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงพร้อมนวัตกรรมเทคโนโลยี
Urban Actives กลุ่มคนเมืองที่ให้ความสำคัญกับไลฟ์สไตล์แอคทีฟ และชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ในเมือง ซึ่งแบรนด์ Columbia มีเครื่องแต่งกายที่มีสไตล์และใช้งานได้จริง เพื่อให้เหมาะกับความคล่องตัว กับกิจกรรมในเมือง
Professional Elites เป็นกลุ่มที่มองหาคุณภาพของสินค้า ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพที่เหนือ กว่า และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จึงเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความความอ่อนไหวต่อราคาต่ำ และพวกเขา ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันที่โดดเด่นของผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Columbia
โดยภายในงานมีไฮไลท์พิเศษเป็นกิจกรรมภายในงานที่ให้ผู้เข้าร่วมงานได้มีส่วนร่วมกิจกรรมฐาน ในแต่ละฐาน โดยที่ผู้เล่นทุกฐานจะได้รับแผนที่สำหรับประทับตรา หลังจากได้เล่นเกมในแต่ละฐาน ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรม Hiking with Facet 75 กิจกรรม Rock climbing และกิจกรรม Camping Chic หลังจากทำภารกิจสำเร็จครบทุกฐานแล้ว ก็สามารถนำแผนที่ที่ประทับตราครบแล้ว ไปแลกรับส่วนลด พิเศษ สำหรับใช้ในการซื้อสินค้าที่ร้าน Columbia อีกด้วย สำหรับเซเลปที่ทางแบรนด์เชิญมาในงานครั้งนี้ คือ คุณเต้ย จรินทร์พร นอกจากความน่ารัก สดใส ของคุณเต้ยแล้ว เธอยังเป็นนักทำงานด้านสิ่งแวดล้อม ที่ร่วมก่อตั้งศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาประเทศไทย หรือ EEC Thailand โดยคุณเต้ยเชื่อว่าความรู้ คือการ อนุรักษ์ที่ยั่งยืนที่สุด ซึ่งทำให้เราเชื่อว่า คุณเต้ยเหมาะสมที่จะเป็นกระบอกเสียงของ แบรนด์ Columbia

โดยนอกจากความสนุกที่เกิดขึ้นภายในงานแล้ว ทุกท่านจะได้สัมผัสประสบการณ์กิจกรรม เอาต์ดอร์จริงบนสถานการณ์ที่แตกต่างออกไป พร้อมกับมีโอกาสได้ลองสวมใส่ รองเท้าและเสื้อผ้า ของแบรนด์อีกด้วย และนอกจากนี้สามารถติดตามข่าวสารของแบรนด์ได้ที่
Facebook: Columbia Sportswear (TH), Instagram: @ColumbiaThailand, LINE: @ColumbiaTH
#ColumbiaTH #TestedTough #ColumbiaCTW

เกี่ยวกับแบรนด์ Columbia
เมื่อปี ค.ศ.1937 ครอบครัวของคุณ Gert Boyle อพยพจากนาซีเยอรมันมาตั้ง รกราก ในเมือง พอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา และเริ่มต้นการซื้อบริษัทผลิตหมวกรายเล็กรายหนึ่ง โดยตั้ง ชื่อบริษัทว่า Columbia Hat Company ต่อมาด้วยกับบุคลิกแบบ “Tough Mother” ความสมบูรณ์แบบ บวกกับมาตราฐานที่สูงของเธอที่มีมากตลอด 8 ทศวรรษ และ brand mission “Unlock the Outdoors for Everyone” ช่วยทำให้ Columbia เติบโตอย่างมากในปัจจุบัน
บริษัท Columbia ยังดำเนินกิจการโดยตระกูล Bolye ซึ่งเป็นทายาทของผู้ก่อตั้งบริษัทในยุคเริ่มต้น ในปัจจุบัน Tim Boyle ยังคงดำรงตำแหน่งประธานบริหารและผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Columbia ซึ่งยัง คงรักษามาตรฐานสินค้าและแบรนด์ของบริษัทได้อย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ยังผลักดันให้ Columbia มีความ แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นในธุรกิจนี้ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาใช้ในการผลิตสินค้าของ Columbia เพื่อที่ จะให้ได้มาซึ่งสินค้าที่มีคุณภาพที่ดีที่สุด
แบรนด์โคลัมเบียจุดเด่นของแบรนด์อยู่ที่ owned- technology เทคโนโลยีที่ทางแบรนด์คิดค้นและผลิต ขึ้นเอง เป็นนวัตกรรมที่ผสมอยู่ในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถปกป้องเราได้ในทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็น ในส่วนของเสื้อกันหนาวที่สามารถกันหนาวได้ถึงอุณหภูมิติดลบ 25 องศา หรือเสื้อแขนยาว ที่มีเทคโนโลยีป้องกัน UV ได้สูงถึง UPF 50 แถมยังระบายอากาศและเหงื่อได้เป็นอย่างดี เช่น
● Omni-Heat คือเทคโนโลยีที่สามารถเก็บอุณหภูมิความร้อนของร่างกายได้เป็นอย่างดี จุดสีเงินเล็กๆช่วยกักเก็บความอบอุ่นในร่างกาย ไม่ทำให้ เกิด Heat trap หรือความร้อน สะสมที่มากเกินไป โดยช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายเราให้อบอุ่นในเวลาที่ต้องออกไปอยู่ ในอากาศที่หนาว ขณะเดียวกัน ถ้าเราอุ่นจนเหงื่อออก ความชื้นจากเหงื่อก็จะระเหยออกไปเช่นกัน ซึ่งสามารถพบ Omni-Heat ได้ในสินค้ากันหนาวเกือบทุกประเภทของ Columbia ตั้งแต่ Baselayer, เสื้อฟลีซ, กางเกง, เสื้อกันหนาว, รองเท้า, หมวก, ถุงมือ เวลาใส่ รู้สึกเบา สบายและไม่อึดอัด อบอุ่นทุกครั้งตลอดการเดินทาง
● ‘Omni-Shade’ Sun Deflector เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาเพื่อตอบโจทย์เหล่านักเดินทางที่ทำ กิจกรรม กลางแจ้ง โดยการนำเอาเทคโนโลยีที่ประสบความสำเร็จอย่าง Omni-Heat (ที่สะท้อนความร้อนกลับเข้าหาตัว) มาพัฒนาให้สะท้อนแดดออกจากตัว ไม่ต้องมาป้องกัน UV เข้าตัว สะท้อนทั้งความร้อนและรังสี นอกจากนี้ Omni-Shade จาก Columbia ยังเป็นเทคโนโลยี ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรโรคมะเร็งผิวหนังของสหรัฐอเมริกาว่าช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้มากกว่าครีมกันแดดทั่วไปซึ่งใช้เทคโนโลยี SPF แต่ Columbia เราใช้ UPF ซึ่งจะช่วยป้องกันรังสีทั้ง UVA/ UVB ได้สูงถึง 98%
● Omni-Wick™: เทคโนโลยี ซึ่งช่วยให้ระบายความชื้นได้ดีทำให้ เหงื่อของคุณแห้งอย่างรวดเร็ว ทำให้คุณรู้สึกสบาย ไม่อับชื้นในระหว่างการออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกเยอะ
● Omni-Freez Zero เทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยให้เรารู้สึกสบาย เมื่อหยดเหงื่อของคุณ กระทบกับ จุดกลมสีฟ้าบนเนื้อผ้า จะช่วยเปลี่ยนเป็นความเย็นสูงสุด
● Omni-Tech: 100% Waterproof breathable Guarantee ให้ความมั่นใจในการปกป้องจากน้ำ และระบายความชื้นได้ในเวลาเดียวกัน

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
“ทองถนิม” ร่วมมือ มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ เชิดชูศิลปะเครื่องทองไทย จัด Workshop ลงยาสี สอนอาชีพสร้างรายได้คนในชุมชน จ.เชียงราย

“ทองถนิม” ร่วมมือ มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ เชิดชูศิลปะเครื่องทองไทย จัด Workshop ลงยาสี สอนอาชีพสร้างรายได้คนในชุมชน จ.เชียงราย

0 0
Read Time:1 Minute, 39 Second

ได้รับเสียงชื่นชมจากคนรักศิลปะและผู้เข้าร่วมกิจกรรม Workshop ที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก สำหรับแบรนด์เครื่องประดับไทย “ทองถนิม” ที่จัด “โครงการสานงานศิลป์ จากทองถนิมสู่สังคม” กิจกรรมศิลปะไทยที่สร้างวิชาชีพให้คนในชุมชน โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมมากมาย ล่าสุดทองถนิม ร่วมกับ มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ จ.เชียงราย จัดกิจกรรม Workshop ลงยาสี เพื่อถ่ายทอดเทคนิคและความรู้ด้านการลงยาให้แก่คนในชุมชนจังหวัดเชียงราย เพื่อสามารถนำไปประยุกต์ต่อยอดเป็นอาชีพได้ โดยกิจกรรมครั้งนี้ จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 30 กันยายน 2566 ณ อาคารธรรมสภา ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน ต.ห้วยสัก อ.เมือง จ.เชียงราย

มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ ก่อตั้งขึ้นจากปัญหาความยากจนของชุมชนรอบไร่เชิญตะวัน ที่มีหนี้ครัวเรือนมหาศาลและปัญหาการทำเกษตรกรรมโดยใช้สารเคมีเป็นหลัก จนส่งผลเสียต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมของเกษตรกรในพื้นที่บริเวณโดยรอบ ทำให้ ท่าน ว.วชิรเมธี มองหาวิธีแก้ทั้งสองปัญหานี้อย่างยั่งยืน ในที่สุดได้ก่อตั้ง มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ อันเป็น “สถาบันการศึกษาทางเลือกเพื่อการพัฒนาตามปรัชญาพุทธเศรษฐศาสตร์” เปิดสอนวิชาชีพจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ อาทิ เกษตรกรรมทั่วไป, การแปรรูปอาหาร, ธุรกิจและการตลาด, รวมถึงการเผยแพร่ศิลปหัตถกรรมของไทย ที่ได้แบรนด์ “ทองถนิม” มาให้องค์ความรู้และฝึกฝนการลงยาสีให้กับคนในชุมชน โดยมีคุณปริญญา บุญฤทธิ์ ผู้บริหารส่วนงานสลักดุนทองถนิม และทีมงานทองถนิม เป็นวิทยากรสาธิตพร้อมให้คำอธิบายอย่างใกล้ชิด

 

สำหรับกิจกรรม Workshop ครั้งนี้ ไม่ได้ให้ความรู้เฉพาะเรื่องการลงยาสีเท่านั้น แต่ยังให้ผู้เข้าร่วมได้ลงมือปฏิบัติลงยาสีเย็นกับชิ้นงานที่มีพื้นผิววัสดุต่างๆ ทำให้ผู้ที่สนใจเห็นช่องทางการสร้างรายได้ให้กับครอบครัว กิจกรรมดีๆ เหล่านี้ ทองถนิมมีจัดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง

โดยสามารถติดตามกิจกรรมและ Workshop ของแบรนด์ “ทองถนิม” ได้ผ่านช่องทางเฟสบุค www.facebook.com/tongthanim

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
“Great Harbour: บุฟเฟ่ต์นานาชาติ อร่อยเหนือระดับในราคาคุ้มค่า”

“Great Harbour: บุฟเฟ่ต์นานาชาติ อร่อยเหนือระดับในราคาคุ้มค่า”

0 0
Read Time:5 Minute, 51 Second

 ถ้าหากคุณเป็นคนที่หลงใหลในการรับประทานอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ และกำลังมองหาร้านที่จะสร้างความประทับใจให้กับคนรอบข้างในครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อนๆ แน่นอนอาหารแบบบุฟเฟ่ต์ระดับพรีเมียมที่ Great Harbour บนไอคอนสยามเป็นตัวเลือกที่ลงตัว และตอบโจทย์แน่นอน

และแน่นอนว่า ราคาไม่แรง ของสด อร่อย คุ้ม แนะนำที่นี่เลยค่ะ  – Great Harbour บุฟเฟ่ต์นานาชาติสุดอลังการที่ ชั้น 6 ไอคอนสยาม กลับมาเต็มกำลังพร้อมให้บริการแล้ว! ถ้าหากคุณอยากพบกับประสบการณ์อร่อยสุดๆ และฟินแบบจัดเต็ม มาพบกับไลน์บุฟเฟ่ต์อาหารนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเมืองไทยการันตีความอร่อย สด! ด้วยรายการอาหารที่สุดยอดมากกว่า 80 เมนู รองรับนักชิมได้ถึง 400 ที่นั่ง!   ในราคาเพียงคนละ 1,099++ ( ผู้ใหญ่) / เด็ก 549++ 

 Great Harbour  มีการรวบรวมทีมงานและเชฟฝีมือดีที่คร่ำหวอดในวงการอาหารมามากกว่า 30 ปี มาสร้างสรรค์เมนูต่างๆ ให้สายบุฟเฟ่ต์ได้เต็มอิ่มกับ 6 สเตชั่น 4 สัญชาติ  ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารญี่ปุ่น อาหารจีน อาหารตะวันตก และอีกมากมาย โดยคัดสรรเมนูไฮไลท์อันเป็นซิกเนอเจอร์ของประเทศต่างๆ มานำเสนอตามคอนเซปต์ “Great Harbour ท่าเรือแห่งความอร่อย” 

เริ่มต้นกันที่สเตชั่น Western Food ที่ขอบอกเลยว่าคนชอบเนื้อไม่ว่าจะเนื้อวัว เนื้อแกะ หรือเนื้อหมู ควรพุ่งมาตรงนี้เพราะมีเมนูน่าสนใจมากมาย เช่นเปปเปอโรนี ซาลามี่ วางคู่กับชีสหลายแบบ พร้อมด้วยเมนูค็อกเทลอย่างไข่ออนเซ็นน้ำมันทรัฟเฟิล สลัดไก่คีนัว สลัดมันหวาน สลัดไส้กรอกเยอรมัน มินิครัวซองค์ และค็อกเทลกุ้ง ซึ่งเชฟคัดสรรมาว่ากินคู่กับแฮมแล้วเข้ากันสุดๆ นอกจากนี้ยังมีสลัดผักสดๆ กับน้ำสลัด 6 แบบ, พร้อมทั้งท็อปปิ้งอย่างเบคอนกรอบ, ลูกเกด, วอลนัทและอีกหลายอย่าง ให้ได้เลือกเพิ่มความอร่อยกับสลัดจานโปรด 

 
ส่วนโซนของอบและย่างก็มี แฮมอบน้ำผึ้ง ขาแกะอบสมุนไพร พร้อมซอสหลายชนิด อาทิ ซอสสับปะรด ซอสเห็ด และซอสเรดไวน์ พร้อมไซด์ดิชอย่างเฟรนช์ฟราย เห็ดย่าง กระเทียมย่าง มันฝรั่งบด ฯลฯ ซึ่งต้องบอกว่าทั้งแฮม และขาแกะอบสมุนไพร อร่อยสุดๆ แอบกระซิบว่า แฮมควรทานกับซอสสับปะรด และขาแกะควรทานกับซอสเรดไวน์ค่ะ

 

นอกจากนี้ยังมีซี่โครงหมูซอสบาร์บีคิว ซึ่งเชฟบอกว่าคนไทยนิยมมาก เป็นอีกเมนูที่ต้องทำเพิ่มตลอดทั้งวัน รวมถึงสตูว์เนื้อ ที่เนื้อนุ่มละลายในปาก ปิดท้ายสเตด้วยซุปเห็ดทรัฟเฟิลหอมๆ ที่ตักกี่ครั้งก็ไม่เคยพอ

ข้ามโลกมายังอีกทวีปกันบ้าง  สเตชั่นต่อมาที่จะแนะนำคืออาหารญี่ปุ่น อาทิ ซูชิหลากหลายเมนู เช่น หอยปีกนก ปลาซาบะ แซลมอน ปลาไหล และที่พิเศษสุดๆก็คือซูชิเนื้อวากิว ที่บอกเลยว่าเนื้อนุ่ม อร่อย มาพร้อมซอสเทริยากิสูตรเฉพาะของร้าน ฟินสุดๆ ไม่มีเบื่อกันเลยทีเดียว เดินเขยิบมาไม่ไกลก็จะเจอซูชิและปลาดิบวางเรียงรายให้เลือกเต็มไปหมด โดยมีเชฟยืนแล่ปลาและปั้นซูชิสดๆ ให้ดูกันตรงนั้น 


มีซาชิมิตัวท็อปของโปรดใครหลายๆคน อย่างแซลมอนนำเข้าจากนอร์เวย์ ทูน่า ปลาซาบะ ปลาช่อนทะเล และที่เป็นอีกไฮไลท์ของสเตชั่นนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นซีฟู้ดขวัญใจลูกค้า Great Harbour อย่าง หอยนางรมสดสุราษฎร์ กุ้งออนไอซ์ หอยแมลงภู่ และ กุ้งแม่น้ำเผา ที่เชฟย่างให้แบบไม่อั้น

และเมื่อพูดถึงอาหารญี่ปุ่น ก็ต้องพูดถึงเทมปุระ ซึ่ง Great Harbour ให้เชฟยืนทอดโชว์กันสดๆ และเติมอาหารตลอดเวลา ทำให้เราได้กินเทมปุระร้อนๆ สมใจ ที่สำคัญคือไม่อมน้ำมันสักนิด!  มีทั้งเทมปุระกุ้ง เทมปุระผัก และ ไก่คาราเกะ 

มาต่อกันที่สเตชั่นอาหารจีน ที่เมนูยอดนิยมหนีไม่พ้นเครปเป็ดย่าง ซึ่งต้องยอมรับว่าอร่อยจริงจัง หนังข้างนอกกรอบ เนื้อก็นุ่ม เชฟเล่าให้ฟังว่า กว่าจะเสิร์ฟเป็ดย่างแต่ละตัวได้ ต้องใช้เวลาทำทั้งหมดเกือบ 3 วันเต็ม! ซึ่งเชฟจะคอยดูอยู่ตลอด จึงมั่นใจได้ว่าเป็ดย่างที่นี่อร่อยจริง ได้รสต้นตำรับแท้ๆ แน่นอน นอกจากนี้ยังมีหมูแดง กุนเชียง ติ่มซำ และซาลาเปาร้อนๆ ผัดหมี่ซัวฮ่องกง ขาหมูตุ๋น ปลากระพงซอสเต้าซี่ ตบท้ายความอร่อยด้วยซุปหมาล่าที่เชฟทำกันแบบถ้วยต่อถ้วยเลยทีเดียว  ฯลฯ

ต่อมาคือสเตชั่น Pizza & Teppanyaki ที่ได้รับความนิยมมากอีกสเตชั่น โดยจะมีเมนูพาสต้า อย่างคาโบนาร่าที่เราคุ้นเคย และที่แซ่บสุดๆก็คงต้องยกให้กับสปาเก็ตตี้เส้นดำสไปซี่ซีฟู้ด พร้อมทั้งสเต็กต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสเต็กหมู สเต็กแซลมอน และสเต็กเนื้อทรัฟเฟิล และยังมีเมนูพิเศษคือ ทาโก้ เมนูยอดนิยมจากเม็กซิโกอีก

ส่วนสเตชั่นที่น่าจะคุ้นปากคนไทยที่สุด คือ Asian Food ที่ เชฟเน้นเสิร์ฟอาหารไทย เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสลิ้มลองอาหารไทยยอดนิยมอย่าง  ต้มยำกุ้ง ส้มตำ ไก่ทอด ไส้กรอกอีสาน เปาะเปี๊ยะทอด มัสมั่น ยำเนื้อ และปิดท้ายด้วยเมนูพิเศษที่ต้องมาลองให้ได้สักครั้ง คือ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวากิว แผ่นใหญ่ ให้ได้เต็มอิ่มกับความอร่อย ซึ่งหากใครไม่ทานเนื้อ ทางร้านก็มีเมนูก๋วยเตี๋ยวหมูสไลด์ให้เลือกอีกด้วย ใครพาเพื่อนชาวต่างชาติมา อย่าลืมนำทางมาสเตชั่นนี้

ปิดท้ายกันที่สเตชั่นน้ำดื่ม ผลไม้ และของหวาน ที่เชฟบอกว่าเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของร้านต้นตำรับที่ไต้หวัน โดยน้ำดื่มมีให้เลือกทั้ง น้ำผลไม้รวม ชาเขียวมะลิ และชานมไข่มุก ซอฟดริ้งค์ต่างๆ อีกทั้งยังมีเครื่องทำกาแฟที่เลือกได้เลยว่าอยากได้เมนูไหน ทั้งคาปูชิโน เอสเปรสโซ่ หรือแม้แต่ชาร้อน ส่วนของหวานก็มีทั้งขนมไทยและเบเกอร์รี่ต่างๆ และน้ำแข็งไส ซึ่งไฮไลต์ที่ทุกคนไม่ควรพลาดคือครอฟเฟิล ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้ โดยเชฟจะทำให้ร้อนๆ แล้วเราสามารถตักท็อปปิ้งได้เองตามชอบ ไม่ว่าจะเป็นแยมสตรอเบอร์รี่ น้ำผึ้ง ครีมสด หรือฟรุตสลัด ส่วนสาวๆ ที่ชอบเค้กก็มีให้เลือกเต็มตู้ โดยจะเน้นเป็นเมนูเค้กสไตล์ฝรั่งเศส ฯลฯ

ของหวานอีกอย่างที่ไม่ควรพลาดคือไฮศกรีม โดย Great Harbour ยกตู้ไอศกรีมของ Haagen dazs  มาให้เลือกรสและตักท็อปปิ้งต่างๆได้ตามใจชอบ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากกว่า 100 เมนูเท่านั้น Great Harbour ยังมีอีกหลายเมนูให้ทุกคนมาพิสูจน์ด้วยตัวเอง ที่ชั้น 6 ไอคอนสยาม ซึ่งนอกจากอาหารจะอร่อยแล้ว พนักงานทุกคนและเชฟในทุกสเตชั่นยังบริการดีเยี่ยม พร้อมตอบทุกคำถาม รวมถึงแนะนำเมนูต่างๆ

โดยเปิดให้บริการทุกวัน วันละ 2 รอบ คือ ทาน2 ชั่วโมง เข้าได้ตามเวลา 

  •  มื้อกลางวัน 12.00 / 12.30 น.
  • มื้อเย็น  เย็น 17.00 /17.30 /18.00/ 18.30 /19.00 น.

ราคาบุฟเฟต์ต่อหัวมีดังนี้

  • ผู้ใหญ่ 1,099++ (1,294 net)
  • เด็ก 550++ (647 net)
กดลิงก์ที่นี่ได้เลย เฉพาะจองล่วงหน้าเท่านั้น 👉
สอบถามรายละเอียด/การจองได้ทาง

 

#GreatHarbour #บุฟเฟ่ต์นานาชาติสุดอลังการ #อาหารนานาชาติ #สนุกสนาน

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %