ททท. ตอกย้ำภาพลักษณ์ World Class Event Hub Destination ดึง Tomorrowland เทศกาลดนตรีระดับโลกจากเบลเยียมสู่ประเทศไทย
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 การท่องเที่ยวแห่งปร …
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 การท่องเที่ยวแห่งปร …
สมาคมศิษย์เซนต์ฟรังซีสซาเวียร์ ในพระบรมราชินู …
เมื่อวันที่ 23 ก.พ. บริษัท เด็นตันส์ พิสุทธิ์ จำกัด ได้โพสต์ข้อควม พร้อมเอกสาร ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Dentons Pisut ว่า แถลงการณ์ ข้อเท็จจริงกรณีข้อกล่าวหาต่อครอบครัว “ยิมจ์” และการคุ้มครองสิทธิผู้เยาว์ บริษัท เด็นตันส์ พิสุทธิ์ จำกัด ขอแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนและสาธารณชน คุณและ ยิมจ์ (Mr. Leak Yim) ไม่เคยมีสัญชาติไทย และไม่เคยถือหนังสือเดินทางไทย การรายงานข่าวเรื่อง “เพิกถอนพาสปอร์ตไทย” จึงไม่เป็นความจริง คุณและ ยิมจ์ และคุณวิรินยา ยิมจ์ได้เดินทางออกนอกประเทศตามแผนธุรกิจล่วงหน้าหลายเดือนก่อนเกิดข่าว ไม่ใช่การหลบหนี และล่าสุด รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ถอดชื่อออกจากร่างกฎหมาย U.S. Dismantle Foreign Scam Syndicates Act แล้ว แม้การพิจารณาของรัฐสภาของประเทศสหรัฐอเมริกาจะไม่ได้เป็นตัวชี้ขาดผลคดีในประเทศไทย แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงระดับนานาชาติที่ควรนำมาประกอบการพิจารณาอย่างเป็นธรรม

ข้อกล่าวหาเชื่อมโยงกับบุคคลอื่น เช่น นายเฉิน จื้อ ยังไม่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงไม่ว่าเกี่ยวกับธุรกรรมประเภทใดๆ และลูกความไม่เคยมีส่วนร่วมในธุรกรรมหรือการถือครองร่วมใดๆ การกล่าวพาดพิงเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องดำเนินไปอย่างถูกต้อง
ประเด็นกรณี “แตงไทย” — ธุรกรรมที่ปรากฏเป็นเพียงกระบวนการภายในของผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตราแบบ Pooled Account ซึ่งลูกความไม่อาจทราบหรือควบคุมตัวบุคคลต้นทางได้ และศาลได้พิพากษาว่าแตงไทยเป็น “ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา” ไม่ใช่อาชญากรที่เกี่ยวข้องกับลูกความ
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการออกหนังสือเชิญให้เด็กอายุ 6 ปี เข้าให้ถ้อยคำ เรื่องเงินออมส่วนตัวจำนวนเล็กน้อย ซึ่งอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิเด็กตามหลักสากล
นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติในการส่งหนังสือราชการ และการตรวจสอบทรัพย์สินซ้ำซ้อน ทั้งที่เคยผ่านกระบวนการพิสูจน์และคืนทรัพย์สินไปแล้ว
ครอบครัวยิมจ์ยังคงเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทย และพร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ พร้อมเรียกร้องให้การบังคับใช้กฎหมายยึดหลักสิทธิมนุษยชน ความถูกต้อง และความเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
วันนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2569) การท่องเที่ยวแห่ง …
เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 แบรนด์ผลิตภัณฑ …
กรุงเทพฯ ประเทศไทย — 24 กุมภาพันธ์ 2569 : เรื่องราวทางประวัติศาตร์ของ “ทางรถไฟสายมรณะ” (Death Railway) หรือทางรถไฟสายไทย–พม่า เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสะท้อนโศกนาฏกรรมของสงครามโลกครั้งที่สอง ผ่านเนื้อหาประวัติศาสตร์ที่เข้มข้น และในโอกาศครบรอบ 80 ปี ของการพิจารณาคดีที่โตเกียว ที่ถูกจัดโดยประเทศที่ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 ทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์จากไทยและจีน ได้ถ่ายทำในสถานที่จริงที่จังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย เพื่อสร้างเรื่องราวในยุคนั้นขึ้นมาใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต ถ่ายทอดบทเรียนทางประวัติศาสตร์ และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของสงคราม ผ่านการนำเสนอที่เข้าถึงผู้ชมยุคปัจจุบัน พร้อมส่งเสริมคุณค่าของแหล่งมรดกทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในระดับสากล

โดยโครงการนี้ริเริ่มโดย AHG Strategies Limited (Hong Kong) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการบันทึกประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองอย่างเป็นกลาง และการสืบทอดความทรงจำสาธารณะ ผ่านความร่วมมือการเผยแพร่ในสื่อสมัยใหม่ระหว่างประเทศ เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตและส่งเสริมคุณค่าของสันติภาพ ในฐานะองค์กรที่มุ่งมั่นด้านการสื่อสารระหว่างประเทศและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่อง AHG หวังว่าจะอาศัยแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างสื่อสาธารณะจีน–ไทย เพื่อให้ผู้ชมร่วมสมัยสามารถเข้าใจประวัติศาสตร์ช่วงเวลานี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางมนุษยธรรมและความเข้าใจด้านประวัติศาสตร์ระหว่างภูมิภาค

ในส่วนนี้ทีมงานถ่ายทำจากประเทศไทยและจีน ได้จัดเตรียมภาพถ่าย วิดีโอ และรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์พื้นฐาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเนื้อหามีความเป็นระบบและครอบคลุม ผ่านลิ้งค์:(https://drive.google.com/drive/folders/1I3W51XPcLW6KiK7Br_vzThdLUdSFRbBp?usp=drive_link) โดยสื่อสาธารณะของไทยทุกแพลตฟอร์มสามารถนำไปใช้ ตัดต่อ หรือเผยแพร่ได้ทันที่ เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะผู้ชมในประเทศ

ทางรถไฟสายมรณะ หรือทางรถไฟไทย-พม่า เป็นเส้นทางรถไฟยุทธศาสตร์ที่กองทัพญี่ปุ่นสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อลำเลียงเสบียงและกำลังพลจากไทยไปพม่า กองทัพญี่ปุ่นเริ่มสำรวจเส้นทางตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2485 หลังจากประสบปัญหาการขนส่งทางทะเล โดยเจรจากับรัฐบาลไทยให้สร้างจากหนองปลาดุก (นครปฐม) ผ่านกาญจนบุรี ไปตันบูซายัด (พม่า) ยาว 415 กิโลเมตร สร้างพร้อมกันทั้งสองฝั่งเพื่อเร่งความเร็ว หลังญี่ปุ่นยอมแพ้ พ.ศ. 2488 รัฐบาลไทยเจรจาซื้อทางรถไฟจากฝ่ายสัมพันธมิตร เนื่องจากญี่ปุ่นครอบครองชั่วคราว ปัจจุบันเหลือใช้งานเฉพาะฝั่งไทย ปัจจุบัน เส้นทางรถไฟสายนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่รู้จักกันทั่วโลก และเป็นหนึ่งในสถานที่หลักที่ใช้ถ่ายทอดเรื่องราวในรายงานพิเศษครั้งนี้

นอกจากนี้ ยังมีวิดิโอและภาพถ่าย สถานที่สำคัญอื่นๆในจังหวัดกาญจนบุรี ได้แก่
สะพานข้ามแม่น้ำแคว
สะพานข้ามแม่น้ำแควเป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายไทย-พม่า (ทางรถไฟสายมรณะ) ที่กองทัพญี่ปุ่นสร้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่าง พ.ศ. 2485-2488
กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร 61,700 คน จากอังกฤษ ออสเตรเลีย ฮอลแลนด์ และสหรัฐอเมริกา รวมกรรมกรชาวเอเชียอีกกว่า 200,000 คน เพื่อสร้างทางรถไฟยาว 415 กิโลเมตร เชลยศึกเหล่านี้ต้องทำงานตัดไม้ ขุดดิน วางราง และประกอบสะพานเหล็กยาว 300 เมตรที่นำชิ้นส่วนมาจากมลายู
แรงงานเผชิญสภาพป่าดงดิบชื้น ขาดอาหารและน้ำสะอาด ทำงานวันละ 12-18 ชั่วโมง เกิดโรคระบาดอย่างอหิวาตกเลือด มาลาเรีย และบิดเบื่อย ส่งผลให้เชลยศึกเสียชีวิต 12,621 คน และกรรมกรเอเชียเสียชีวิตกว่า 80,000-90,000 คน รวมผู้เสียชีวิตทั้งหมดประมาณ 100,000 คน
นายทหารญี่ปุ่นบังคับให้ทำงานเร่งด่วนตามคำสั่ง “เร็วกว่าความตาย” โดยใช้วิธีลงโทษด้วยการตี ฝัง หรือตัดคอ หากละเมิด สะพานเสร็จและเปิดใช้เมื่อ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2486 ก่อนถูกทิ้งระเบิดโดยฝ่ายสัมพันธมิตรในปีถัดมา

สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก
ความทรงจำแห่งสงครามและการรำลึกถึงผู้เสียชีวิตจากทางรถไฟสายไทย–พม่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองกองทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว ในปี ค.ศ. 1942 เพื่อสร้างเส้นทางลำเลียงเสบียงทางทหารที่สั้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น ระหว่างพม่าและประเทศไทย ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า “ทางรถไฟสายไทย–พม่า” และเนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก จึงเป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า “ทางรถไฟสายมรณะ”
ทางรถไฟสายไทย–พม่า มีความยาวประมาณ 415 กิโลเมตร โดยเริ่มก่อสร้างพร้อมกันจาก ทั้งฝั่งประเทศไทย และพม่าผ่านพื้นที่ภูเขาและป่าดิบชื้นเขตร้อนที่มีสภาพแวดล้อม ยากลำบาก กองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรมากกว่า 60,000 คน และแรงงานจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า 200,000 คนเข้าร่วมการก่อสร้าง ทางรถไฟสร้างเสร็จในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1943 แต่มีเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรประมาณ 12,000 คน และแรงงานชาวเอเชียเกือบ 100,000 คนเสียชีวิตจากภาวะทุพโภชนาการ โรคภัย ความเหนื่อยล้าอย่างหนัก และการปฏิบัติอย่างโหดร้าย
หลังสงครามสิ้นสุดลงฝ่ายสัมพันธมิตรได้ดำเนินการรวบรวมและฝังศพผู้เสียชีวิตอย่างเป็นระบบ ปัจจุบัน ที่สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก (Don Rak Allied War Cemetery) ในจังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย มีทหารเครือจักรภพมากกว่า 5,000 นาย และทหารชาวดัตช์ประมาณ 1,900 นาย ถูกฝังอยู่ ณ ที่แห่งนี้ โดยทหารจำนวนมากเสียชีวิตขณะมีอายุเพียงยี่สิบกว่าปีเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์สงครามอักษะและเชลยศึก
พิพิธภัณฑ์สงครามอักษะและเชลยศึก (THE JEATH WAR MUSEUM) มีชื่อเต็มว่า พิพิธภัณฑ์สงครามญี่ปุ่น–อังกฤษ–ออสเตรเลีย–ไทย–เนเธอร์แลนด์ ตั้งอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี ประเทศไทย โดยในบริบทของทางรถไฟสายนี้ ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายรุกรานและเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ประเทศไทยเป็นประเทศที่ถูกยึดครอง ส่วนประเทศอื่น ๆ ได้แก่ อังกฤษ ออสเตรเลีย และเนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศต้นทางของเชลยศึกที่ถูกนำมาใช้แรงงาน
ลักษณะเด่นที่สุดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือ อาคารพิพิธภัณฑ์ถูกสร้างขึ้นให้มีลักษณะเหมือนกระท่อมมุงจาก ซึ่งจำลองที่พักอาศัยของเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรในอดีต ภายในจัดแสดงภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก ที่บันทึกเหตุการณ์การก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะไทย–พม่า โดยเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร
โครงการก่อสร้างทางรถไฟเริ่มต้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 1942 ที่ตำบลหนองปลาดุก (Nong Pladuk) ในประเทศไทย ตามการคาดการณ์ของวิศวกรญี่ปุ่นในขณะนั้น การก่อสร้างน่าจะใช้เวลาประมาณ 5 ปีจึงจะแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้บังคับให้เชลยศึกและแรงงานสร้างทางรถไฟให้เสร็จภายในเวลาเพียง 16 เดือนเท่านั้น
ภายในพิพิธภัณฑ์ยังจัดแสดงภาพถ่ายจำนวนมากที่บันทึกไว้ในสถานที่จริงในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ เชลยศึกที่รอดชีวิต ญาติของพวกเขา และนักเขียนจำนวนหนึ่ง ได้สัมภาษณ์ผู้ที่เคยเข้าร่วมในการก่อสร้างทางรถไฟ และบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับความทุกข์ทรมานและประสบการณ์อันโหดร้ายที่พวกเขาต้องเผชิญระหว่างการถูกคุมขัง ทำให้ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ยังคงได้รับการถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ศูนย์ประวัติศาสตร์ช่องเขาขาดและการบันทึกประวัติศาสตร์การก่อสร้างทางรถไฟในสงครามโลกครั้งที่สอง
ศูนย์ประวัติศาสตร์ช่องเขาขาด (Hellfire Pass) เป็นพิพิธภัณฑ์สถานที่จริง มีชื่อเต็มว่า Hellfire Pass Interpretive Center สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่รำลึกถึงเชลยศึกและแรงงานชาวเอเชียที่ถูกบังคับให้สร้างทางรถไฟระหว่างพม่าและประเทศไทยในช่วงสงครามที่ญี่ปุ่นเป็นผู้ก่อขึ้น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีผู้คนจำนวนมากเสียชีวิตระหว่างการก่อสร้างทางรถไฟ เนื่องจากความอดอยาก โรคภัยและการปฏิบัติอย่างโหดร้ายจากกองทัพญี่ปุ่น
ในปี ค.ศ. 1946 หน่วยทะเบียนหลุมศพสงครามฝ่ายสัมพันธมิตร (Allied War Graves Registration Unit) ได้บันทึกว่า มีผู้เสียชีวิตประมาณ 12,500 คน และยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่ได้รับการบันทึก นอกจากนี้ ยังมีแรงงานจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนหลายหมื่นคน ซึ่งเรียกว่า “โรมุชา” (Romusha) ที่เสียชีวิตระหว่างการก่อสร้างเช่นกัน บริเวณด้านล่างของอาคารพิพิธภัณฑ์คือช่องเขาเฮลไฟร์พาส ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า Konyu Cutting ช่องตัดเขาคอนยู (Konyu Cutting) ถือเป็นหนึ่งในช่วงการก่อสร้างที่ยากลำบากและโหดร้ายที่สุดของทางรถไฟสายมรณะ ในอดีต การเจาะภูเขาบริเวณนี้ต้องอาศัยแรงงานคนเป็นหลักโดยใช้เพียงเครื่องมือพื้นฐาน เช่น ค้อนและสิ่ว
ในช่วงกลางปี ค.ศ. 1943 กองทัพญี่ปุ่นได้เร่งรัดให้การก่อสร้างทางรถไฟแล้วเสร็จโดยเร็ว เชลยศึกถูกบังคับให้ทำงานเป็นเวลานานในแต่ละวัน จนถึงช่วงเวลากลางคืน พื้นที่ทำงานถูกส่องสว่างด้วยตะเกียงน้ำมันและไม้ไผ่ที่เผาไฟ เปลวไฟที่ลุกไหวและเสียงการเจาะหิน ทำให้สถานที่แห่งนี้มีสภาพราวกับนรก เชลยศึกซึ่งอ่อนแอจากภาวะขาดสารอาหาร ยิ่งทำให้ภาพดังกล่าวดูโหดร้ายยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของชื่อ “ช่องเขาเฮลไฟร์” (Hellfire Pass)
SWAG GOLF แบรนด์กอล์ฟไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมจา …
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดปีม้า 2569 ต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนอย่างอบอุ่น ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นำโดยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. พร้อมด้วยนายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษาฝ่ายวัฒนธรรมสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1 นายลวิตร์ สวัสดิรักษ์ Team Lead of China บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) นางธนวรรณ อรรคลีพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส Global Partnership Management ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด ตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นไทย–จีน ภายใต้แนวคิด “จงไท่อี้เจียชิน – จีนไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน“

ททท. มอบถุงส้มนำโชคบรรจุ “ส้มสายน้ำผึ้งไทย” สื่อความหมายแห่งความสดใส ความมั่งคั่ง และความเป็นสิริมงคล โดยจำนวนส้มแทน 4 ฤดู เปรียบเสมือนคำอวยพรให้โชคดีมีชัยตลอดทั้งปี พร้อมบัตรของขวัญและของที่ระลึกพิเศษแก่ผู้โดยสารสายการบินไทย เที่ยวบิน TG 663 จากนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีอัตราบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) สูงถึง 95% สะท้อนความเชื่อมั่นและความต้องการเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน


ททท. เดินหน้ากระตุ้นตลาดจีนอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำในช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม 2569 ททท. ทั้ง 5 สำนักงานในตลาดจีน ร่วมกับพันธมิตร OTA และ Travel Agents ชั้นนำ ได้แก่ Qunar.com, Tongcheng, Fliggy, Klook, Tuniu, Guangzhou Comfort และ 6renyou จัดทำแพ็กเกจ Holiday Air-Tel Scheme ร่วมกับสายการบินและโรงแรมราคาพิเศษ พร้อมจับมือกับสายการบินไทยและ King Power มอบส่วนลดสินค้าและบริการ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลตรุษจีน


ด้านสถานการณ์ตลาด ททท. รายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2569 มีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 770,427 คน และในช่วงตรุษจีน 13–22 กุมภาพันธ์ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนราว 241,000 คน สะท้อนการฟื้นตัวที่ชัดเจนของตลาดจีน



ขณะเดียวกัน แนวโน้มการเดินทางช่วง 13–15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโต 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวจีนเติบโตสูงถึง 86.5% ฮ่องกงเพิ่มขึ้น 84.3% และไต้หวันเพิ่มขึ้น 33.2% พร้อมสัญญาณจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยแตะระดับ 28,000–30,000 คนต่อวัน จากแรงหนุนวันหยุดยาวและการเปิดเส้นทางบินใหม่รวม 10 เส้นทาง สู่ภูเก็ต เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี และกรุงเทพฯ
ททท. คาดการณ์ว่าในช่วงเทศกาลตรุษจีน 2569 (13–22 กุมภาพันธ์) จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 1.25 ล้านคน เติบโต 10% ตลาดในประเทศ 2.30 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% และสร้างรายได้รวม 42,230 ล้านบาท เติบโต 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน



ประเทศไทยพร้อมดูแลทุกการเดินทางอย่างปลอดภัย สะดวกสบาย และเปี่ยมด้วยคุณภาพ เพื่อมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ดีที่สุดในทุกฤดูกาล
#สุขสันต์วันตรุษจีน #AmazingThailand #ตรุษจีนประเทศไทย #ตรุษจีน2569 #51ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทยจีน
#AmazingThailandChineseNewYear2026


เมืองสุขสยาม ณ ไอคอนสยาม จัดกิจกรรมพิเศษต้อนร …