ผู้เขียน: Admin2

จานอาหารของคุณเปลี่ยนโลกได้: เทศกาลกินเจกับพลังแห่งความเมตตาและความยั่งยืน

จานอาหารของคุณเปลี่ยนโลกได้: เทศกาลกินเจกับพลังแห่งความเมตตาและความยั่งยืน

0 0
Read Time:4 Minute, 45 Second

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย: 21 ตุลาคม 2568 – เดือนตุลาคมคือเดือนแห่งการเฉลิมฉลองสองเทศกาลที่มีความหมายตรงกันข้าม – ขณะที่ผู้คนทั่วโลกตื่นเต้นกับบรรยากาศของฮาโลวีนและเรื่องราวความสยองขวัญเหนือจินตนาการ ประเทศไทยกลับเปล่งประกายด้วยแสงแห่งความเมตตาผ่าน “เทศกาลกินเจ” เทศกาลแห่งการละเว้นจากเนื้อสัตว์ เพื่อชำระกายใจและระลึกถึงคุณค่าของชีวิตทุกชีวิต


การผสานแนวคิดระหว่างสองเทศกาลนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสื่อสารเรื่อง “อาหารจากพืช” ได้อย่างทรงพลัง — ฮาโลวีนอาจเตือนให้เราระลึกถึง “ความสยองที่เราสร้างขึ้น” ในระบบอาหารที่เต็มไปด้วยความทุกข์ของสัตว์ ขณะที่เทศกาลกินเจแสดงให้เห็นว่า “ความเมตตา” คือพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างแท้จริง เมื่อมนุษย์เลือกความกรุณาผ่านสิ่งที่กินในทุกวัน

เทศกาลกินเจมีต้นกำเนิดจากจังหวัดภูเก็ตเมื่อศตวรรษที่ 19 ก่อนจะกลายเป็นประเพณีที่ผู้คนทั่วประเทศร่วมปฏิบัติมายาวนาน แต่ในยุคปัจจุบัน เทศกาลนี้ได้กลายเป็นมากกว่าพิธีกรรมทางศาสนา – มันคือ ขบวนการวัฒนธรรมแห่งความยั่งยืน ที่เชื่อมโยงความศรัทธาเข้ากับการดูแลโลกใบนี้อย่างงดงามทั่วประเทศ ธงสีเหลืองประดับตามถนน ร้านค้า และตลาด เต็มไปด้วยอาหารจากพืชหลากหลายชนิด ทั้งอร่อยและมีคุณค่า เทศกาลนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ “การกินเนื้อสัตว์น้อยลง” กลายเป็น “การให้มากขึ้น” ทั้งต่อสุขภาพ ชีวิตสัตว์ และสิ่งแวดล้อม


ทุกมื้ออาหารคือโอกาสในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

เราอาจมองว่าการเลือกอาหารเพียงจานเดียวเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อผู้คนหลายล้านคนตัดสินใจพร้อมกัน ผลลัพธ์นั้นยิ่งใหญ่กว่าที่คิดมาก เทศกาลกินเจเป็นตัวอย่างที่งดงามของพลังแห่งความเมตตา ที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในวัดหรือศาลเจ้าเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในทุกครัวเรือน ทุกตลาด และทุกจานอาหารของคนไทย

“การเปลี่ยนมาบริโภคอาหารจากพืช ไม่เพียงลดการทรมานสัตว์ในระบบอุตสาหกรรม แต่ยังช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและปกป้องสุขภาพของเราเอง ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในทันที แค่เริ่มจากมื้อเล็ก ๆ ในแต่ละวัน ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโลกที่ดีกว่า” ศนีกานต์ รศมนตรี, กรรมการผู้จัดการ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ประเทศไทย

รายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ชี้ว่า การปรับสู่ระบบอาหารที่เน้นพืชเป็นหลักสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 49% ขณะที่รายงานล่าสุดจากคณะกรรมาธิการ EAT-Lancet ยืนยันว่าการเปลี่ยนมาสู่ “อาหารเพื่อสุขภาพของโลก” (Planetary Health Diet) มนุษย์เกือบทุกคนบนโลกจะสามารถเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพและวัฒนธรรมของตนเองได้อย่างยั่งยืนโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมได้ภายในปี 2050

หากแนวทางนี้ถูกนำมาใช้ทั่วโลก จะสามารถเลี้ยงดูประชากรกว่า 9.6 พันล้านคนได้อย่างเท่าเทียมในปี 2050 พร้อมลดการปล่อยคาร์บอนจากระบบอาหารได้กว่าครึ่ง และอาจช่วยชีวิตผู้คนได้ถึง 15 ล้านคนต่อปี คิดเป็นมูลค่าความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี


ประโยชน์ของอาหารจากพืชยังขยายถึงสุขภาพโดยตรง งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่า ผู้ที่รับประทานอาหารจากพืชเป็นหลักมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งบางชนิดน้อยกว่า ขณะที่ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชช่วยลดการอักเสบ เสริมภูมิคุ้มกัน และเพิ่มอายุขัย

ประเทศไทยเองมีพื้นฐานวัฒนธรรมอาหารที่สอดคล้องกับแนวคิดนี้อยู่แล้ว — ตั้งแต่ผัดเต้าหู้ ต้มเห็ด ไปจนถึงข้าวราดแกงผักพื้นบ้าน ซึ่งล้วนเป็นอาหารที่อุดมด้วยคุณค่าและสะท้อนความสมดุลของชีวิต เทศกาลกินเจจึงเป็นมากกว่าการถือศีล แต่คือการ “กลับคืนสู่ความสมดุลระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ” จึงไม่น่าแปลกใจที่ประเทศไทยได้รับการยกย่องให้เป็นประเทศที่มีอาหารดีที่สุดในโลกปี 2025 จาก Condé Nast Traveler’s Readers’ Choice Awards

อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังอาหารที่เรากินทุกวันยังมีอีกด้านที่ควรใส่ใจ อุตสาหกรรมปศุสัตว์ โดยเฉพาะการผลิตไข่ ยังคงเป็นพื้นที่ที่สัตว์จำนวนมากต้องอยู่ในกรงแคบไร้อิสรภาพ การยกระดับสวัสดิภาพสัตว์จึงไม่เพียงเป็นเรื่องของจริยธรรม แต่ยังเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงกับความปลอดภัยอาหาร สุขภาพของผู้บริโภค และความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของประเทศ

ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล จึงมุ่งทำงานร่วมกับภาคธุรกิจไทยเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ปัจจุบันหลายบริษัทชั้นนำ เช่น Banyan Tree, Zen Group, Sukishi, Minor Food และ Minor Hotels ได้ประกาศใช้นโยบาย “ไข่ปลอดกรง” (cage-free eggs) แล้ว ขณะที่ ONYX Hospitality ใช้ไข่ปลอดกรงครบ 100% และ Best Western ปรับสัดส่วนเป็น 70% แล้ว

การส่งเสริมให้บริษัทใช้ไข่ปลอดกรง ยังช่วยให้ธุรกิจสอดคล้องกับแนวทาง ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) และเป้าหมายความยั่งยืนในระยะยาว สะท้อนถึงแนวโน้มของภาคเอกชนไทยที่กำลังปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ปี 2567 มีบริษัทจดทะเบียนถึง 228 แห่ง ที่ได้รับการยอมรับจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้านความยั่งยืน เพิ่มขึ้นถึง 43% จากปีก่อน

ผู้บริโภคเองก็เป็นแรงผลักดันสำคัญ พวกเขาเริ่มตั้งคำถามมากขึ้น เรียกร้องความโปร่งใส และพร้อมจ่ายมากขึ้นเพื่อสินค้าที่รับผิดชอบต่อโลก นี่จึงไม่ใช่ อุปสรรค แต่คือ โอกาส ที่ภาคธุรกิจไทยจะลุกขึ้นเป็นผู้นำของการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศสู่ระบบอาหารที่ยั่งยืนในอนาคต

ทุกก้าวของความร่วมมือนี้ คือแรงกระเพื่อมสำคัญในห่วงโซ่อาหาร และเป็นตัวอย่างว่า การเลือกความเมตตาไม่ได้หยุดอยู่ที่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่สามารถขยายสู่ระดับธุรกิจและนโยบายได้จริง


ในเดือนแห่งความเมตตานี้ ซิเนอร์เจีย แอนนิมอล ขอเชิญชวนทุกคนให้เริ่มต้นด้วยการเพิ่มอาหารจากพืชในแต่ละมื้อ เพราะ “ความเมตตา” ไม่จำเป็นต้องสิ้นสุดลงเมื่อเทศกาลผ่านไป — ทุกคำที่คุณกิน คือคำประกาศแห่งการเปลี่ยนแปลง และพลังจากจานอาหารของคุณ กำลังเปลี่ยนโลกอยู่จริง ทีละมื้อ

ร่วมสนับสนุนและติดตามกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่เพจ https://www.facebook.com/sinergiaanimalthailand และ
https://www.instagram.com/sinergiaanimalthai/?hl=en

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
แซ่บเตียงสั่น!! “พีจัง – ปลาย” เสิร์ฟเลิฟซีนร้อน ปิดฉากรักส่งท้าย ในซีรีส์ “UN-IN HEART หัวใจหรัญญ์” จากโปรเจกต์ “4 Destiny”

แซ่บเตียงสั่น!! “พีจัง – ปลาย” เสิร์ฟเลิฟซีนร้อน ปิดฉากรักส่งท้าย ในซีรีส์ “UN-IN HEART หัวใจหรัญญ์” จากโปรเจกต์ “4 Destiny”

0 0
Read Time:1 Minute, 19 Second

แฟนๆ เตรียมหัวใจวาย!! กับฉากง้อครั้งสุดท้ายของ “พีจัง กฤษณะ ปันใจ”และ“ปลาย ฉัตริน โชติทิฆัมพร” ที่พร้อมเสิร์ฟเลิฟซีนสุดร้อนแรงจนต้องร้อง…ทิ้งทวน ใน “UN-IN HEART หัวใจหรัญญ์” ซีรีส์แนวโรแมนติก ดราม่า หนึ่งใน 4 โปรเจกต์สุดยิ่งใหญ่ “4 Destiny” จากค่าย เมค อะ พิคเจอร์ โปรดักชั่น งานนี้ผลจะออกมาเป็นแบบไหน? บอกเลยห้ามพลาด!!


เรื่องราวดำเนินมาจนถึงตอนจบ เมื่อ “หรัญญ์” หรือ “ฮาร์ท” (รับบทโดย พีจัง) รู้ว่า “พีท” นั้นชอบ “อัน” (รับบทโดย ปลาย) ส่งผลให้อาการหึงหวงเข้าครอบงำ จึงพยายามตามตื้อ เพื่อง้อขอคืนดี แต่ผลกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง เพราะ “อัน” กลับรู้สึกอึดอัด และน้อยใจจากการกระทำบางอย่างของ “ฮาร์ท” เป็นอย่างมาก

เมื่อวันเวลาผ่านไปจนวันครบรอบหวนกลับมา “ฮาร์ท” กลับพยายามร้องขอที่อยากจะใช้ช่วงเวลาดีๆ ร่วมกันกับ “อัน” อีกครั้ง จนทั้งคู่ได้ทำกิจกรรมรักร่วมกันอย่างเร่าร้อน และเมื่อความสุขได้สิ้นสุดลง “ฮาร์ท” ยังคงนอนกอด “อัน” เอาไว้อย่างหวงแหน ทั้งคู่ต่างนอนร้องไห้ให้กับความรักที่ยังคงอยู่


ตอนสุดท้ายนี้ใครไม่ดูถือว่าพลาด!! มาร่วมลุ้นบทสรุปความสัมพันธ์ของ “ฮาร์ท” และ “อันอิน” ไปพร้อมๆ กัน ในตอบจบของซีรีส์ “UN-IN HEART หัวใจหรัญญ์” หนึ่งในซีรีส์จากโปรเจกต์ “4 Destiny” ออกอากาศ วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคมนี้ เวลา 20.00 น. ทาง Viu

#4DestinyProject #ViuOriginal
#UninheartSeries
#หัวใจหรัญญ์

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
ปิดฉาก “งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025)” ทุบสถิติทะลุ 1.5 ล้านคน! ยอดขายกว่า 474 ล้านบาท  “Gen Z” พลังขับเคลื่อนหลัก “นิยาย” ครองแชมป์

ปิดฉาก “งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025)” ทุบสถิติทะลุ 1.5 ล้านคน! ยอดขายกว่า 474 ล้านบาท “Gen Z” พลังขับเคลื่อนหลัก “นิยาย” ครองแชมป์

0 0
Read Time:3 Minute, 57 Second

เมื่อวันที่ 19 ต.ค.68 สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ประกาศความสำเร็จยิ่งใหญ่ “งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025)” ปิดฉากอย่างสมบูรณ์แบบ ทุบสถิติยอดผู้เข้าชมทะลุ 1.5 ล้านคน สร้างเม็ดเงินสะพัดรวมกว่า 474 ล้านบาท โดยมีพลังของ “Gen Z” เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญแห่งยุค ขณะที่ “นิยาย” ผงาดขึ้นแท่นหนังสือยอดนิยม แซง “การ์ตูน” ครองตำแหน่งแชมป์หนังสือขายดีแห่งปี


นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดเผยว่า การจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-19 ตุลาคม ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รวมระยะเวลาการจัดงาน 11 วัน ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย สะท้อนให้เห็นถึงกระแสผู้อ่านที่หลั่งไหลเข้าร่วมงานอย่างล้นหลามทุกวัน ยอดรวมผู้เข้าชมงานในครั้งนี้จะสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New High) อีกครั้ง มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1.5 ล้านคน สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1.4 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 7% ส่งผลให้มีเงินสะพัดภายในงานกว่า 474 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 8.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนพลังของนักอ่านทุกเพศทุกวัยเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำว่า “พลังอ่าน” ของคนไทยกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง โดยเฉพาะกลุ่ม “นิวเจน” ที่กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของวงการหนังสือยุคใหม่ ทำให้ “การอ่าน” กลับมา “เท่” ที่สุด! ในรอบปี และกลายเป็นเทรนด์ที่แพร่กระจายไปทั่วโลกออนไลน์

จากข้อมูลสถิติพบว่า กลุ่ม “Gen Z” อายุระหว่าง 12–28 ปี มีสัดส่วนผู้เข้าร่วมงานสูงถึง 70% เพิ่มขึ้นจากการจัดงานครั้งก่อนถึง 20% สะท้อนอย่างชัดเจนว่าคนรุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับ “หนังสือเล่ม” และมอง “การอ่าน” เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ขณะเดียวกันพบว่านักอ่านใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนราว 1,000 บาท แสดงให้เห็นว่าหนังสือยังคงมีคุณค่าในใจของคนไทย

ประเภทหนังสือยอดนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่
1.   นิยาย
2.   การ์ตูน/มังงะ
3.   How-to / ให้กำลังใจ
4.   ตำราเรียน
5.   เด็กและเยาวชน

นายณัฐกร กล่าวว่า “สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในปีนี้คือกระแส ‘นิยาย’ ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง มียอดขายแซงหน้าการ์ตูน/มังงะ ที่เคยครองแชมป์ในอดีต โดยเฉพาะนิยายแนวสยองขวัญ–สืบสวนสอบสวน, นิยายแฟนตาซี, นิยายรัก, นิยายวาย (Boys’ Love) และนิยายยูริ (Yuri) ซึ่งทั้งหมดสะท้อนรสนิยมการอ่านที่เปิดกว้างและมีสีสันของคนรุ่นใหม่”


สำหรับปัจจัยความสำเร็จของงานครั้งนี้ มาจากการที่สำนักพิมพ์ต่างๆ ปรับกลยุทธ์อย่างสร้างสรรค์ ทั้งการนำเสนอคอนเทนต์ที่ตรงใจผู้อ่าน การสร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดียด้วยการเปิดตัวหนังสือใหม่ การรีวิวไวรัล ไปจนถึงการผลิตหนังสือในรูปแบบพิเศษ เช่น ปกสกรีนสีสันโดดเด่นบริเวณสันปกและขอบกระดาษ หรือปกวาดมือแบบ Limited Edition ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศและเริ่มเติบโตในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มนักสะสมที่มองว่าหนังสือคือ “งานศิลปะที่คู่ควรแก่การสะสม”


นายณัฐกร กล่าวย้ำว่า “จำนวนผู้คนที่มาร่วมงานอย่างล้นหลามเกินคาด สะท้อนว่าคนไทยยังคงรักการอ่าน และพร้อมเติมเต็มความสุขในชีวิตผ่านหนังสือเล่มที่ชื่นชอบ การอ่านไม่ใช่เรื่องเชยอีกต่อไป แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความคิดและรสนิยมของคนยุคใหม่”

สำหรับอุตสาหกรรมหนังสือไทยในปีนี้ คาดว่ามีมูลค่ารวมราว 20,000 ล้านบาท โดยความสำเร็จของงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025) ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญที่จุดประกายวงการหนังสือให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งด้านยอดขายและพลังผู้อ่าน โดย PUBAT คาดการณ์ว่าปีหน้าตลาดหนังสือจะยังคงเติบโตต่อเนื่องราว 5–10%


ปัจจัยหนุนหลักมาจาก “สื่อผสม” (Cross Media) ที่ส่งเสริมการอ่าน เช่น ภาพยนตร์ ซีรีส์ พอดแคสต์ รวมถึงการเติบโตของ E-Book และ Audio Book ที่ทำให้การเข้าถึงหนังสือสะดวกยิ่งขึ้น ส่วนปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังคือ ราคาหนังสือที่สูงขึ้น ส่วนแบ่งรายได้ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ยังค่อนข้างมาก และพื้นที่จัดเก็บหนังสือของคนรุ่นใหม่ที่จำกัด

อย่างไรก็ตาม PUBAT เชื่อมั่นว่า ด้วยพลังของผู้อ่านรุ่นใหม่และการสร้างสรรค์ไม่หยุดยั้งของผู้ผลิตเนื้อหา อุตสาหกรรมหนังสือไทยจะยังคงก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง และ “การอ่าน” จะยังคงเป็นเครื่องหมายของ “คนเท่” ในยุคใหม่ที่ใช้ความรู้และจินตนาการเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต

#งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ30
#BookExpoThailand2025

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %