อร่อยสไตล์อิตาเลียนในบุฟเฟต์นานาชาติ
เปิดประสบการณ์ความอร่อยสไตล์อิตาเลียน ที่ห …
รัฐบาลประกาศเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพสู่หนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ (New Growth Engine) พร้อมเร่งผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพ (Global Medical Hub) ผ่านการส่งเสริมการลงทุน การพัฒนานวัตกรรม และการสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน International Healthcare Week 2026 งานมหกรรมด้านอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของภูมิภาค รวบรวมผู้ประกอบการกว่า 1,200 บริษัท ผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายจากกว่า 100 ประเทศ เพื่อสร้างโอกาสการค้า การลงทุน การจับคู่ธุรกิจ และความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมสุขภาพ ตั้งแต่การผลิตยา เครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีการแพทย์ ห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงบริการสุขภาพและเวลเนส ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 10 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นหมุดหมายที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทย แต่ยังสอดคล้องโดยตรงกับนโยบายหลักของรัฐบาล ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่สำคัญ โดยเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือ Medical Hub ของโลก ผ่านการยกระดับมาตรฐานสินค้า นวัตกรรมการบริการด้านสุขภาพ รวมถึงการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) ในทุกมิติ”
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า “รัฐบาลเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ความท้าทายด้านเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่อาจแก้ไขได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่งโดยลำพัง ความสำเร็จที่แท้จริงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งงานนี้ได้แสดงให้เห็นถึงการผนึกกำลังร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมการแพทย์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การเจรจาธุรกิจและขยายเครือข่ายความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยการผนึกพลังด้านสุขภาพและเทคโนโลยีร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม”

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “งานในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงการจัดนิทรรศการแสดงสินค้าและบริการทั่วไป แต่เป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ผ่านการผนึกกำลังของภาครัฐและเอกชน ในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจสุขภาพไทย”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวเพิ่มเติมว่า “International Healthcare Week 2026” เป็นการรวมงานใหญ่ระดับนานาชาติ 4 งานเข้าด้วยกัน พร้อมระบุว่า รูปแบบการจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และสุขภาพของภูมิภาค

ด้านนายมนู เลียวไพโรจน์ ประธาน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ (ประเทศไทย) ในฐานะผู้จัดงาน กล่าวว่า International Healthcare Week 2026 เป็นการบูรณาการ 4 งานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ได้แก่ CPHI South East Asia, World Health Expo (WHX) Bangkok, Medtec Southeast Asia และ Thailand Medical & Wellness Expo 2026 ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัยและผลิตยา เครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยีการแพทย์ การผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปจนถึงบริการสุขภาพและเวลเนส

ภายในงานมีผู้แสดงสินค้ากว่า 1,200 บริษัทจากทั่วโลก พร้อมการประชุมวิชาการและสัมมนากว่า 200 หัวข้อ รวมถึงกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือและต่อยอดการลงทุน ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพของภูมิภาคเอเชีย โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกมากกว่า 26,000 คน
“นอกจากนวัตกรรมล้ำสมัยจาก 4 งานใหญ่แล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการยกระดับองค์ความรู้สู่สากล โดยจัดสัมมนาเฉพาะด้านกว่า 200 หัวข้อ ซึ่งหลายหัวข้อได้รับหน่วยกิตการศึกษาต่อเนื่องทางการแพทย์ นี่คือกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรมสุขภาพของไทยและอาเซียนเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งในเวทีโลก งาน International Healthcare Week 2026 ในครั้งนี้ จึงไม่เป็นเพียงแค่การแสดงสินค้า แต่คือแท่นสปริงบอร์ดสำคัญที่พันธมิตรทุกภาคส่วน จะใช้ประกาศศักดาและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพไทยให้โดดเด่นและสง่างามในสายตาชาวโลกอย่างแท้จริง”


อนึ่ง งาน International Healthcare Week 2026 ซึ่งจัดโดย อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ (ประเทศไทย) ระหว่างวันที่ 8 – 10 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 3 และ 5 – 8 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย Healthcare Economy ของไทย เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุน และความร่วมมือด้านสุขภาพในระดับสากลที่ครอบคลุมทุกห่วงโซ่อุตสาหกรรม ผ่าน 4 งานสำคัญ ประกอบด้วย:
• CPHI South East Asia: งานแสดงสินค้า เทคโนโลยี และการประชุมด้านอุตสาหกรรมการผลิตยาและเวชภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน
• World Health Expo (WHX) Bangkok: (เดิมคือ Asia Health และ Medlab Asia) งานแสดงสินค้านานาชาติสำหรับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ บริการโรงพยาบาล และระบบสุขภาพ
• Medtec Southeast Asia: งานแสดงสินค้าและการประชุมนานาชาติชั้นนำด้านการออกแบบและผลิตอุปกรณ์การแพทย์
• Thailand Medical and Wellness Expo 2026: งานมหกรรมนวัตกรรมการแพทย์ สุขภาพ และความงาม จัดโดย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับอินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เพื่อมุ่งผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical Hub) พร้อมชูอัตลักษณ์ความงามและเวลเนสไทยสู่สากล


เช้าวันทำงานที่ฝนตก หลายคนคงคุ้นเคยกับภาพการว …
บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) จำกัด ผู้พัฒนาเทคโ …
เพื่อรับมือกับปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพของคนเมือง ทั้งมลภาวะ ความเร่งรีบ และสภาพอากาศที่แปรปรวนช่วงฤดูฝน บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด จึงจัดกิจกรรม “Berocca Guard Troop” ลงพื้นที่ย่านธุรกิจและแหล่งไลฟ์สไตล์สำคัญของกรุงเทพฯ อาทิ พระราม 9 รัชดา เพลินจิต สีลม และอโศก ชวนคนเมืองหันมาปกป้องร่างกายและเสริมภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง
สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ ไบเออร์ได้แนะนำวิธีดูแลสุขภาพแบบง่ายในชีวิตประจำวัน พร้อมตอกย้ำความสำคัญของการเสริมภูมิคุ้มกันอย่างต่อเนื่อง ด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “Berocca IMMU D+” บีรอคคา อิมมู ดี พลัส ชนิดเม็ดฟู่ละลายน้ำ รสส้ม มาพร้อมวิตามินและแร่ธาตุ “Triple Action” ได้แก่ วิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม วิตามินดี 400 IU และซิงค์ (Zinc) 10 มิลลิกรัม


“Berocca IMMU D+” บีรอคคา อิมมู ดี พลัส เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตในเมือง ต้องอยู่ในพื้นที่แออัด เดินทางบ่อย พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น ฝนตก อากาศร้อนจัด หรืออากาศเย็นจัด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพในชีวิตประจำวัน


ไบเออร์สนับสนุนแนวคิดการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยมุ่งเน้นให้คนไทยดูแลตัวเองได้อย่างง่ายและต่อเนื่อง เพื่อเสริมความพร้อมของร่างกายในการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ในทุกวัน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “Berocca IMMU D+” บีรอคคา อิมมู ดี พลัส ชนิดเม็ดฟู่ละลายน้ำ รับประทานง่าย มีให้เลือกทั้งขนาด 15 เม็ด 45 เม็ด และแบบซองพกพา 2 เม็ด หาซื้อได้แล้ววันนี้ตามร้านขายยาแผนปัจจุบันทั่วไป ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าออนไลน์
Shopee : https://bit.ly/41Bk1CK
Lazada : https://bit.ly/47YUuY2
TikTok : https://bit.ly/4p4nK5X
สามารถปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญควบคู่ไปด้วย เพื่อรับคำแนะนำในการดูแลสุขภาพที่เหมาะสม หรือหากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถคลิกที่เว็บไซต์ www.berocca.co.th

หลังเปิดเทอม เด็กวัยเรียนต้องใช้พลังงานในการเ …
วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 – กระทรวงการท่องเที่ยวแ …
วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 – การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสายการบิน flydubai เปิดตัวเที่ยวบินปฐมฤกษ์เส้นทางใหม่ Dubai – Bangkok (Don Mueang) อย่างเป็นทางการ นับเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการเชื่อมต่อทางอากาศระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพจากภูมิภาคตะวันออกกลาง
เที่ยวบินปฐมฤกษ์ FZ1333 เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยทำการบินด้วยเครื่องบินแบบ Boeing 737-800 ขนาดความจุ 166 ที่นั่ง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งจากนักท่องเที่ยวด้วยสถิติ Load Factor สูงถึง 100% เต็ม นำผู้โดยสารขาเข้าสู่ประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 166 ท่าน แบ่งเป็นชั้นธุรกิจ (Business Class) 10 ที่นั่ง ชั้นประหยัด (Economy Class) 156 ที่นั่ง เส้นทางบินใหม่นี้จะเริ่มให้บริการวันละ 1 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป และมีกำหนดจะเพิ่มความถี่เป็น 2 เที่ยวบินต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนที่นั่ง (Air Capacity) เข้าสู่ประเทศไทยในช่วงฤดูร้อนนี้มากกว่า 10,000 ที่นั่ง


นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ (Joint Promotion) กับ flydubai ในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่ม Air Capacity สู่ประเทศไทย กระตุ้นการรับรู้และการจองเดินทางล่วงหน้า พร้อมส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวคุณภาพจากตลาดตะวันออกกลาง” ต่อเนื่องจากการต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ ททท. เตรียมจัดกิจกรรม “Amazing Thailand Takes Off with flydubai Roadshow 2026” ระหว่างวันที่ 7–8 กรกฎาคม 2569 ณ นครดูไบ และกรุงอาบูดาบี โดยนำผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยกว่า 20 ราย ร่วมเจรจาธุรกิจกับบริษัทนำเที่ยวและพันธมิตรทางการค้าชั้นนำของ UAE พร้อมตั้งเป้าหมายการจับคู่เจรจาธุรกิจไม่น้อยกว่า 500 นัดหมาย


การดำเนินโครงการครั้งนี้มุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ทั้งกลุ่มพักผ่อน (Leisure) กลุ่มครอบครัวชาวอาหรับ (Arab Family) กลุ่ม Medical & Wellness กลุ่ม MICE และ Corporate Travel เพื่อขยายโอกาสทางการตลาด สร้างเครือข่ายพันธมิตร และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางคุณภาพของตลาดตะวันออกกลาง
ความร่วมมือระหว่าง ททท. และ flydubai ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของการท่องเที่ยวไทยอย่างมีคุณภาพ สมดุล และยั่งยืน



#AmazingThailand #flydubai #AmazingThailandTakesOff #Roadshow2026 #MiddleEastMarket #UAE #ThailandTourism
ในยุคที่การดูแลตัวเองกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์ …