Recent Posts

สจล. โดดเด่นด้านนวัตกรรมดิจิทัล และคุณภาพชีวิตนักศึกษา บนเวที THE Awards และ THE Rankings ตอกย้ำคุณภาพสถาบันการศึกษาไทยระดับเอเชีย

สจล. โดดเด่นด้านนวัตกรรมดิจิทัล และคุณภาพชีวิตนักศึกษา บนเวที THE Awards และ THE Rankings ตอกย้ำคุณภาพสถาบันการศึกษาไทยระดับเอเชีย

0 0
Read Time:3 Minute, 31 Second

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) ผ่านเข้ารอบ ในเวที Times Higher Education (THE) Awards 2 โครงการ ควบคู่กับการติดอันดับ Top ของประเทศไทยใน 4 กลุ่มสาขา จาก THE World University Rankings by Subject 2026 สะท้อนความโดดเด่นของมหาวิทยาลัยด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล การสนับสนุนนักศึกษา และคุณภาพทางวิชาการ ตอกย้ำศักยภาพของ สจล. ในการขับเคลื่อนการศึกษา งานวิจัย และการพัฒนาที่ยั่งยืน จนได้รับการยอมรับในเวทีระดับเอเชียและนานาชาติ

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ผลการจัดอันดับและการผ่านเข้ารอบในเวทีระดับนานาชาติครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ สจล. ในการพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล และการสนับสนุนนักศึกษา ควบคู่กับการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสู่ความยั่งยืนในระดับสากล ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านงานวิจัยเชิงลึกของ สจล. ที่ได้รับการยอมรับจากนักวิชาการทั่วโลก และมีความโดดเด่นในเวที QS และ THE Rankings ทั้งด้านวิชาการ อุตสาหกรรม และความยั่งยืน

โครงการที่ผ่านเข้ารอบ THE Awards ประกอบด้วย 2 สาขาหลัก ได้แก่ Technological or Digital Innovation of the Year และ Outstanding Support for Students ซึ่งสะท้อนการพัฒนามหาวิทยาลัยทั้งในมิติเทคโนโลยีดิจิทัล และการดูแลคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของนักศึกษา ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยอัจฉริยะด้วย City Data, IoT และ AI ในสาขา Technological or Digital Innovation of the Year สจล. ส่งโครงการ“KMITL Smart Campus: a city-data, IoT and AI platform driving a smart digital sustainable university” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปูรณ์ ขวัญสุวรรณ จากสำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ

โครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาแพลตฟอร์ม City Data กลาง เพื่อบริหารจัดการพื้นที่สถาบันขนาดกว่า 1,000 ไร่ ผ่านการบูรณาการข้อมูลจากอุปกรณ์ Internet of Things (IoT) เสาไฟอัจฉริยะ (Smart Poles) และเซนเซอร์ด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมนำ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงรุก

ผลจากการดำเนินงานช่วยให้เกิดการประหยัดพลังงานในระดับ ตัวเลขสองหลัก (double-digit energy savings) ควบคู่กับการลดอุบัติเหตุภายในพื้นที่มหาวิทยาลัยได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนศักยภาพของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยอย่างยั่งยืน ช่วยยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนของนักศึกษา

ขณะที่สาขา Outstanding Support for Students เป็นโครงการ “Ride Safe, Live Safe: KMITL’s student road safety initiative”  โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธิติพันธุ์ ตริตระการ ร่วมกับสำนักงานกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ ซึ่งโครงการมุ่งเน้นการลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มนักศึกษา โดยเฉพาะผู้ใช้รถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดในประเทศไทย โดย สจล. ได้ร่วมมือกับศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยไทยฮอนด้า และกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้ความรู้ด้านความปลอดภัย และสนับสนุนการทำใบอนุญาตขับขี่อย่างถูกต้อง

นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินโครงการนำร่อง “AnyWheel” ให้บริการรถจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าสาธารณะภายในวิทยาเขต เพื่อส่งเสริมการเดินทางที่ปลอดภัย ลดอุบัติเหตุ และสนับสนุนแนวคิดการคมนาคมที่ยั่งยืน

นอกเหนือจากความสำเร็จด้านโครงการ สจล. ยังมีผลการจัดอันดับใน Times Higher Education World University Rankings by Subject 2026 ในหลายกลุ่มสาขา ได้แก่

– Education Studies อันดับที่ 3 ร่วมของประเทศไทย (อันดับ 401-500 ของโลก)
– Social Sciences อันดับที่ 3 ร่วมของประเทศไทย (อันดับ 601-800 ของโลก)
– Business & Economics อันดับที่ 4 ร่วมของประเทศไทย (อันดับ 801-1000 ของโลก)
– Computer Science อันดับที่ 5 ร่วมของประเทศไทย (อันดับ 801-1000 ของโลก)

ทั้งนี้ สจล. ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์การเป็น “The World Master of Innovation” ผ่านนโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ระบบการทำงาน คุณภาพชีวิต การสร้างเครือข่าย และการส่งเสริมนวัตกรรม ภายใต้ค่านิยมหลัก FIGHT ที่มุ่งเน้นการเดินหน้าตามวิสัยทัศน์ กล้าแตกต่าง พร้อมนำการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อความเป็นเลิศด้านสหวิชาชีพ การทำงานเป็นทีม และการผสานประโยชน์จากความหลากหลาย

ติดตามข้อมูลข่าวสารและความเคลื่อนไหวของ สจล. ได้ทาง https://www.facebook.com/kmitlofficia l  และเว็บไซต์ https://www.kmitl.ac.th  หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-329-8000

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Facebook Comments Box
โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ส่งเสริมเด็กจิ๋วดูแลรักษ์โลกผ่าน “ความหลากหลายในชุมชนของฉัน” เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ส่งเสริมเด็กจิ๋วดูแลรักษ์โลกผ่าน “ความหลากหลายในชุมชนของฉัน” เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

0 0
Read Time:3 Minute, 39 Second

โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย ดำเนินกิจกรรม “ความหลากหลายทางชีวภาพในชุมชนของฉัน” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมุ่งส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้จากการสำรวจสิ่งมีชีวิตและทรัพยากรชีวภาพในชุมชนของตนเอง ผ่านความสงสัย คำถาม และการลงมือปฏิบัติจริง

กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากโรงเรียนทั่วประเทศ มีผลงานส่งเข้าร่วมมากกว่า 200 โครงการ และได้คัดเลือกบางส่วนมาจัดแสดงนิทรรศการและร่วมเสวนาในงาน ครบรอบ 15 ปี โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย สะท้อนพลังการเรียนรู้ของเด็กไทยจากรากฐานชุมชนสู่ความเข้าใจโลกอย่างลึกซึ้ง

เด็กเรียนรู้จาก “สิ่งใกล้ตัว” สู่การดูแลโลก

นางฤทัย จงสฤษดิ์ วิทยากรหลักอาวุโส โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า ประทับใจในความคิดสร้างสรรค์และความตระหนักต่อสังคมและชุมชนของเด็ก ๆ ที่สะท้อนผ่านโครงงานหลากหลาย เช่น

          •   แกงแค : หม้อแกงที่รวมความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมล้านนา
          •   สำรวจไลเคน : นักทำนายอากาศบริสุทธิ์แห่งโรงเรียนบนดอย
          •   เห็ดเผาะ : เด็กหญิงกับเห็ดป่าสลักพระหลังฝนแรก
          •   เสียงน้ำและสิ่งมีชีวิตรอบไอย ปาโจ ของเด็กน้อยบ้านเจาะบือแม
          •   อิ๊หย๋อ หิมะในดิน ณ ถิ่นคะแนง
          •   กว๊านพะเยา : เด็กน้อยกับคำถามความหลากหลายของสัตว์น้ำในบึงใหญ่

หัวใจสำคัญของโครงการคือ การเริ่มต้นจากสิ่งที่ “ใกล้ตัวและมีความหมาย” ต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นตลาดท้องถิ่น สวนหลังโรงเรียน ทุ่งนา ป่าชายเลน ควาย หรืออาหารพื้นบ้าน เพราะเด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากสิ่งที่เขาเชื่อมโยงกับชีวิตจริง


ครูไม่ใช่ผู้ให้คำตอบ แต่คือผู้ร่วมเรียนรู้

นางฤทัยเน้นย้ำว่า บทบาทของครูคือผู้สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมให้เด็กเกิดความสงสัย ตั้งคำถาม และกล้าค้นหาคำตอบ เช่น

“ทำไมข้าวโพดฝักนี้มีหลายสี?”
“ค้างคาวทำไมนอนห้อยหัว?”

ครูไม่จำเป็นต้องมีคำตอบทันที แต่ทำหน้าที่ ฟัง ชวนคิด และชวนทดลอง ไปพร้อมกับเด็ก เปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กกล้าคิด กล้าถาม และกล้าลอง เพราะความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้

แนวคิดการเรียนรู้แบบ Co-Construction of Learning ทำให้ครูเป็น “ผู้ร่วมเรียนรู้ (Co-learner)” เด็กได้เรียนรู้จากเพื่อน การแลกเปลี่ยน และการทำงานกลุ่ม พร้อมพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีระบบผ่านกระบวนการรู้คิด หรือ Metacognition


เสียงจากครูและเด็ก: พลังการเรียนรู้ที่มีชีวิต

คุณครูกัญญาณัฐ แซ่อ๋อง ครูที่ปรึกษาโครงงาน ชะมดต้น สมุนไพรจากดอกไม้ริมทาง จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า เด็กมีความสุขและกระตือรือร้นมากขึ้นเมื่อได้เรียนรู้จากสิ่งที่ตนเองสนใจ การทำโครงงานช่วยฝึกการแก้ปัญหา วางแผน บันทึกข้อมูล และต่อยอดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน

คุณครูสุวภา บุญอุไร โรงเรียนบ้านหนองเสือช้าง (จรุงราษฎร์พัฒนา) จังหวัดชลบุรี เล่าว่า การปรับป่าชุมชนให้เป็นห้องเรียน ทำให้เด็กเห็นว่าการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียน เด็กทุกคนมีแสงสว่างในตัวเอง หากมีครูและผู้บริหารคอยสนับสนุน

ขณะที่ครูเรวดี จันดอนแดง โรงเรียนอนุบาลอุบลราชธานี กล่าวถึงโครงงาน อุบลราชธานี มีปลาแซ่บหลาย (Home Hug โฮมฮัก กินปลา พาแลง) ว่า ทำให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า “เด็กไม่ใช่แจกันที่รอให้คนมาใส่ แต่เป็นไฟที่รอให้คนมาจุด”

ด้านเด็กหญิงอลิสา อ่อนสำลี นักเรียนอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนเฟื่องฟ้าวิทยา จังหวัดปทุมธานี เจ้าของโครงงาน พืชน้ำตัวจิ๋วกับการบำบัดน้ำ กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้เรียนรู้ว่าพืชน้ำในคลองชุมชนช่วยทำให้น้ำสะอาดและเป็นบ้านของสัตว์น้ำเล็ก ๆ พร้อมตระหนักว่าหากทุกคนช่วยกันไม่ทิ้งขยะ คลองก็จะสะอาดและน่าอยู่จากมือเด็กๆ ของเด็ก สู่การสร้างจิตสำนึกและทักษะในการใส่ใจโลก


กิจกรรม “ความหลากหลายในชุมชนของฉัน” โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย จึงเป็นภาพสะท้อนชัดเจนของการเรียนรู้ที่มีชีวิต ผ่านธรรมชาติจริง ชุมชนจริง และคำถามจริงของเด็ก จนกลายเป็นประสบการณ์ที่ฝังอยู่ในความคิด ความรู้สึก และการกระทำของเด็กไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ปี 2569 “รักชาติไทย ใส่ใจโลก” ไม่ใช่เพียงถ้อยคำสวยงาม แต่คือทิศทางการเรียนรู้ของเด็กไทยในยุคใหม่ การเติบโตบนรากเหง้าของชุมชน ควบคู่กับหัวใจที่เข้าใจและหวงแหนรักษ์โลก

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Facebook Comments Box
Future Park Green Future ผนึกพลังรัฐ–เอกชน–พันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนนวัตกรรมจัดการขยะและอาคารสีเขียว มุ่งสู่ Greener Future, Together เป้าหมาย Net Zero

Future Park Green Future ผนึกพลังรัฐ–เอกชน–พันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนนวัตกรรมจัดการขยะและอาคารสีเขียว มุ่งสู่ Greener Future, Together เป้าหมาย Net Zero

0 0
Read Time:2 Minute, 12 Second

ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ จัดงาน “Future Park Green Future Forum : ร่วมสร้างอนาคตสีเขียวไปด้วยกัน Greener Future, Together ผนึกกำลังพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมจัดการขยะและอาคารสีเขียว” เพื่อสะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจในการร่วมขับเคลื่อนการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และนวัตกรรม

ภายในงานได้รับเกียรติจาก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมถ่ายทอดมุมมองด้านนโยบายระดับประเทศ แนวโน้มกติกาโลกด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ ภาษีคาร์บอน และมาตรการ CBAM ตลอดจนบทบาทของภาคธุรกิจไทยในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

ฟิวเจอร์พาร์คได้นำเสนอแนวทางการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง การลดปริมาณขยะฝังกลบ การแปรรูปขยะอินทรีย์ให้เกิดมูลค่าใหม่ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วยระบบอาคารอัจฉริยะ และการขยายการใช้พลังงานสะอาดจาก Solar Rooftop ควบคู่กับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ

การจัดงานครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรหลักหลายภาคส่วน ได้แก่

          •   SCG โดย ONNEX by SCG สนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยีอาคารสีเขียว การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การติดตั้ง Solar Rooftop และการเตรียมความพร้อมสู่การรับรองมาตรฐาน EDGE Certification
          •   Oklin นำนวัตกรรมเทคโนโลยีแปรรูปขยะอาหารเป็นปุ๋ย ช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ ลดการปล่อยก๊าซมีเทน และต่อยอดสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน
          •   Glean Thailand นำเสนอแนวคิด The Future of Waste is Digital ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยสร้างพฤติกรรมการแยกขยะของผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม
          •   Better World Green ถ่ายทอดแนวทางการจัดการ “ขยะกำพร้า” อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการส่งขยะกลับบ้าน
          •   SMS Corporation นำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม Yes Bio, Sustainable Future Product ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
•   ก้อง ชณัฐ วุฒิวิกัยการ (ก้องกรีน) ร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจด้านพฤติกรรมสีเขียว เพื่อเชื่อมโยงนโยบายและเทคโนโลยีเข้ากับการลงมือทำในชีวิตประจำวัน


ฟิวเจอร์พาร์คตั้งเป้าหมายชัดเจนในการลดการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งการลดปริมาณขยะของเสียที่ต้องนำออกจากพื้นที่ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด การใช้น้ำรียูส และการต่อยอดสู่กลไกคาร์บอนเครดิตในอนาคต โดยมุ่งสู่ Zero Waste และการพัฒนาอาคารสีเขียวตามมาตรฐานสากล

ผู้บริหารฟิวเจอร์พาร์คกล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง” แต่เป็นพลังร่วมของทุกภาคส่วน พร้อมเชิญชวนร้านค้า ลูกค้า และพันธมิตร ร่วมกันทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องปกติในทุกวัน เพื่อร่วมกันสร้าง Greener Future, Together

 

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Facebook Comments Box