Recent Posts

Dongfeng Liuzhou Motor เปิดตัวรถรุ่น FRIDAY และ V9 ในงาน Bangkok Motor Show เดินหน้ากลยุทธ์พลังงานใหม่ รุกตลาดไทย พร้อมยกระดับประสบการณ์การเดินทางของครอบครัวในอาเซียน

Dongfeng Liuzhou Motor เปิดตัวรถรุ่น FRIDAY และ V9 ในงาน Bangkok Motor Show เดินหน้ากลยุทธ์พลังงานใหม่ รุกตลาดไทย พร้อมยกระดับประสบการณ์การเดินทางของครอบครัวในอาเซียน

0 0
Read Time:6 Minute, 50 Second

23 มีนาคม 2569 กรุงเทพฯ,  บริษัท Dongfeng Liuzhou Motor Co., Ltd. (DFLZ) ปรากฏตัวอย่างโดดเด่นในงาน Bangkok International Motor Show ด้วยการเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่ 2 รุ่นสำคัญ ได้แก่ FRIDAY รถยนต์ SUV พลังงานใหม่ และ V9 รถรุ่นหลักในกลุ่มพลังงานใหม่ของบริษัท ภายใต้แนวคิด “FOR FAMILY FORWARD” โดย DFLZ ไม่เพียงนำเสนอไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาอย่างแม่นยำเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดไทยในเวทีอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับภูมิภาคของอาเซียนเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นโครงสร้างเทคโนโลยีสำคัญของบริษัท ทั้งแพลตฟอร์มแบบโมดูลาร์ เทคโนโลยีพลังงานใหม่ และระบบอัจฉริยะต่าง ๆ แก่ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนศักยภาพของแบรนด์ยานยนต์จีนที่ก้าวสู่ตลาดโลกด้วยความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี

สองดาวเด่นกำหนดมาตรฐานใหม่ในตลาดพวงมาลัยขวา

เมื่อก้าวเข้าสู่บูธ Dongfeng Forthing ภายในงาน จะพบกับสองโมเดลสำคัญอย่าง FRIDAY และ V9 ซึ่งมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างแต่เสริมกันอย่างลงตัว สะท้อนความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคในตลาดไทย

FRIDAY ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงการใช้งานจริงและไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ชาวไทยเป็นหลัก ภายใต้รูปลักษณ์ตัวถังที่ล้ำสมัย มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) ที่ผสานพลังงานไฟฟ้ากับเครื่องยนต์เพื่อขยายระยะทางการขับขี่ โดยสามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้มากกว่า 200 กิโลเมตร ช่วยลดความกังวลเรื่องสถานีชาร์จในปัจจุบัน นอกจากนี้ ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ADAS (Advanced Driver-Assistance System) ยังได้รับการปรับจูนให้เหมาะกับพฤติกรรมการขับขี่ของผู้ใช้ในประเทศไทย รวมถึงการเสริมประสิทธิภาพการซีลป้องกันน้ำและความสามารถในการลุยน้ำ เพื่อรองรับสภาพอากาศเขตร้อนและฤดูฝนได้อย่างมั่นใจ ซึ่งไม่ใช่เพียงการรวมสเปกทางเทคนิคเท่านั้น แต่สะท้อนถึงความเข้าใจเชิงลึกต่อสถานการณ์การใช้งานจริงของผู้ใช้ ด้วยความคุ้มค่าสูงในระดับเดียวกัน แบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่าในระดับเดียวกัน และระยะทางวิ่งรวมสูงสุด 1,100 กิโลเมตร สำหรับรุ่น REEV ทำให้ FRIDAY เป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่สำหรับครอบครัวชาวไทย

ขณะเดียวกันรถรุ่น V9 ได้ถ่ายทอดอีกมิติของการเดินทางสำหรับครอบครัวผ่านแนวคิดด้านพื้นที่แบบรถ MPV โดยผสานห้องโดยสารที่กว้างขวางและสะดวกสบายเข้ากับเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ตอบสนองด้านอารมณ์และประสบการณ์ผู้ใช้งาน เปลี่ยนพื้นที่ภายในรถจากเพียงการเคลื่อนย้ายทางกายภาพให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเชื่อมโยงของครอบครัว การเปิดตัวของทั้งสองรุ่นจึงสะท้อนถึงการรุกตลาดทั้งในกลุ่ม SUV และ MPV พร้อมกัน เพื่อรองรับทุกไลฟ์สไตล์การเดินทางของผู้ใช้ชาวไทยด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย

ขยายธุรกิจสู่ระดับโลกอย่างเป็นระบบ มุ่งสร้างฐานตลาดระยะยาว

ภายในงานแถลงข่าว นาย Xie Jiasheng รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท DFLZ Import & Export Company ได้ขึ้นกล่าวถึงทิศทางการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลกของบริษัท โดยสะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เน้นความมั่นคงและยั่งยืน

“Dongfeng Liuzhou Motor ก่อตั้งขึ้นในปี 1954 ในฐานะฐานยุทธศาสตร์สำคัญของ Dongfeng Group ในภาคใต้ของจีน ปัจจุบันมีประวัติการพัฒนามายาวนานกว่า 72 ปี และมีประสบการณ์ด้านการผลิตยานยนต์กว่า 57 ปี” จากรากฐานดังกล่าว บริษัทได้เปิดตัวกลยุทธ์การขยายตลาดต่างประเทศ “Global Dual-Engine” ในปี 2025 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากการส่งออกสินค้าเพียงอย่างเดียว ไปสู่การขยายธุรกิจระดับโลกอย่างเป็นระบบ พร้อมปรับแนวคิดจากการเติบโตระยะสั้นสู่การพัฒนาตลาดระยะยาว

ตัวเลขทางธุรกิจสะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์ดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยในปี 2025 บริษัทมีปริมาณการส่งออกรวมมากกว่า 53,000 คัน เพิ่มขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า พร้อมทั้งจัดตั้งโรงงานอัจฉริยะในต่างประเทศ 9 แห่ง และเครือข่ายการขายและบริการเกือบ 300 แห่ง ครอบคลุมมากกว่า 120 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งเบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้คือการลงทุนและการพัฒนาตลาดอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ในฐานะผู้ผลิตยานยนต์จีนรายใหญ่ที่มีความใกล้ชิดกับภูมิภาคอาเซียนมากที่สุด ตลาดอาเซียนจึงเป็นศูนย์กลางสำคัญในยุทธศาสตร์ของบริษัทมาโดยตลอด ในกลุ่มรถเพื่อการพาณิชย์ แบรนด์ “Chenglong” ได้ดำเนินธุรกิจในอาเซียนมานานกว่า 30 ปี และในปี 2025 สามารถครองอันดับ 2 ของผู้ผลิตรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่จากจีน ด้วยยอดขาย 11,000 คัน ส่วนในกลุ่มรถยนต์นั่ง แบรนด์ “Forthing” เริ่มเข้าสู่ตลาดพวงมาลัยซ้ายในปี 2022 และขณะนี้ได้ก้าวเข้าสู่ตลาดพวงมาลัยขวาอย่างเป็นทางการ โดยการพัฒนาไปพร้อมกันของทั้งรถเชิงพาณิชย์และรถยนต์นั่งกำลังช่วยเสริมความแข็งแกร่งของ DFLZ ในภูมิภาคนี้

สำหรับประเทศไทย ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของตลาดรถพวงมาลัยขวาในอาเซียน มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในยุทธศาสตร์ต่างประเทศของบริษัท ตั้งแต่การเปิดตัวแบรนด์เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา จนถึงการเข้าร่วมงานมอเตอร์โชว์ในครั้งนี้ ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน DFLZ ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนสู่ตลาดว่า ประเทศไทยไม่ใช่เพียงการทดลองตลาด แต่เป็นความมุ่งมั่นเชิงกลยุทธ์ในการสร้างฐานธุรกิจระยะยาว

เทคโนโลยีเป็นหัวใจ พร้อมคำมั่นสัญญาต่อตลาดไทย

Dongfeng Forthing ได้นำเสนอทั้งวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีและคำมั่นสัญญาที่ชัดเจนต่อผู้บริโภคชาวไทย ผ่าน 4 แนวทางสำคัญที่สะท้อนการผสานระหว่างเทคโนโลยีและความรับผิดชอบต่อผู้ใช้งาน โดยมีเป้าหมายให้เทคโนโลยีที่แข็งแกร่งสามารถตอบโจทย์ชีวิตจริงของผู้คน และทำให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความมั่นใจ
เทคโนโลยีถือเป็นรากฐานสำคัญของคำมั่นสัญญาเหล่านี้ โดยแพลตฟอร์มโมดูลาร์ EMA สามารถรองรับรถยนต์หลากหลายประเภท ทั้ง SUV, MPV และ Sedan รวมถึงรองรับระบบขับเคลื่อน BEV, PHEV และ EREV รถยนต์ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์มดังกล่าวยังได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ASEAN-NCAP ระดับ 5 ดาว พร้อมโครงสร้างตัวถังที่ใช้เหล็กกล้าความแข็งแรงสูงมากกว่า 70% เพื่อเสริมความปลอดภัย นอกจากนี้ เครื่องยนต์ไฮบริด Mach ยังมีประสิทธิภาพความร้อนสูงถึง 45.18% ขณะที่แพลตฟอร์มไฟฟ้าแรงดันสูง 800V รองรับการชาร์จจาก 30% ถึง 80% ภายในเวลาเพียง 14 นาที ส่วนแบตเตอรี่ Armor ได้ผ่านการทดสอบความปลอดภัยมากกว่า 500 รายการ ซึ่งเทคโนโลยีทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดในอนาคต แต่ถูกนำมาใช้จริงในรถ FRIDAY และ V9 แล้ว

ในด้านคำมั่นสัญญา Dongfeng Forthing ได้ประกาศ 4 แนวทางสำคัญสำหรับผู้บริโภคชาวไทย ได้แก่ การพัฒนารถยนต์สำหรับครอบครัวที่เข้าใจตลาดไทยผ่านรุ่นพวงมาลัยขวาโดยเฉพาะ การยกระดับมาตรฐานคุณภาพระดับโลกพร้อมปรับปรุงให้เหมาะกับสภาพถนนและสภาพอากาศของประเทศไทย การสร้างเครือข่ายการขายและบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว และการร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตสีเขียว โดยในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า บริษัทมีแผนจัดตั้งศูนย์บริการใหม่รวม 100 แห่ง เพื่อลดรัศมีการให้บริการเหลือเพียง 10 กิโลเมตร และเพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองได้ตรงเวลา 100%

สร้างระบบนิเวศร่วม จากการส่งออกสินค้า สู่การสร้างคุณค่าร่วมกัน

การสร้างการเติบโตอย่างแท้จริงในตลาดต่างประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับตลาด แต่ต้องมุ่งสู่การสร้างคุณค่าร่วมกับท้องถิ่น โดยยุทธศาสตร์ของ DFLZ ในประเทศไทยกำลังก้าวข้ามรูปแบบ “การส่งออกและจำหน่าย” แบบเดิม ไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรมร่วมกัน

ในอนาคต บริษัทมีแผนร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศไทยในการสร้างโรงงานผลิตอัจฉริยะ รวมถึงพัฒนาความร่วมมือด้านการผลิตในประเทศและซัพพลายเชน ซึ่งหมายความว่า DFLZ ไม่เพียงนำผลิตภัณฑ์เข้ามาสู่ตลาดไทยเท่านั้น แต่ยังนำเทคโนโลยี อุตสาหกรรม และโอกาสในการจ้างงานมาปักรากในประเทศไทย จาก “Made in China” สู่ “Co-created in Thailand” เพื่อร่วมกันสร้างเส้นทางใหม่ในการขยายธุรกิจของแบรนด์ยานยนต์จีนสู่ตลาดโลก

ด้วยประสบการณ์การผลิตยานยนต์กว่า 70 ปี และการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศมากกว่า 30 ปี Dongfeng Forthing ยังคงยึดแนวคิด “Together with Family” โดยมองว่ารถยนต์ทุกคันเป็นเสมือนพาหนะที่พาครอบครัวก้าวไปสู่อนาคตร่วมกัน การเข้าร่วมงาน Bangkok Motor Show ในครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขยายธุรกิจในประเทศไทย และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของศักยภาพเทคโนโลยีและพลังงานใหม่จากอุตสาหกรรมยานยนต์จีนสู่เวทีโลก

การเปิดตัวในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายตลาดไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันกลยุทธ์ “Global Dual-Engine” ในภูมิภาคอาเซียน โดยในอนาคต DFLZ จะยังคงขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี ควบคู่กับการพัฒนาเชิงลึกในระดับท้องถิ่น และการสร้างระบบนิเวศร่วม เพื่อผลักดันผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลกมากยิ่งขึ้น พร้อมนำศักยภาพของยานยนต์พลังงานใหม่จากจีนไปสู่ครอบครัวทั่วโลก และร่วมสร้างอนาคตการเดินทางที่ดียิ่งกว่า สามารถติดตามความเคลื่อนไหวของ Dongfeng Forthing ได้ที่ www.forthing-th.com

#ForthingThailand  #FamilyForward  #ForthingFRIDAY  #ForthingV9
#TrustworthyReliableProfessional #Evcars #MotorShow2026

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Facebook Comments Box
ททท. มอบความคุ้ม 100 เดียวเที่ยวได้งาน ตามโรดแมพ Workation Paradise Throughout Thailand Season 4 ดีเดย์!วันที่ 25 มี.ค. นี้ผ่านแพลตฟอร์ม Fastwork

ททท. มอบความคุ้ม 100 เดียวเที่ยวได้งาน ตามโรดแมพ Workation Paradise Throughout Thailand Season 4 ดีเดย์!วันที่ 25 มี.ค. นี้ผ่านแพลตฟอร์ม Fastwork

0 0
Read Time:2 Minute, 6 Second

    กลับมาอีกครั้ง! ททท. มอบความคุ้มค่ากับกิจกรรม 100 เดียวเที่ยวได้งาน ภายใต้โครงการ Workation Paradise Throughout Thailand Season 4 พบกันครั้งแรกวันที่ 25 มี.ค. 69 ผ่านแพลตฟอร์ม Fastwork

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ดำเนินโครงการ Workation Paradise Throughout Thailand ภายใต้ Workation Thailand มาอย่างต่อเนื่อง เป็น Season ที่ 4 โดยมีกิจกรรม 100 เดียวเที่ยวได้งาน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นำ Voucher ด้านการท่องเที่ยว อาทิ ที่พัก ร้านอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยว มาจัดจำหน่ายในราคา 100 บาท เพื่อเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยว ทำให้เกิดการออกเดินทางจริง พร้อมทั้งมอบประสบการณ์และความคุ้มค่าให้กับนักท่องเที่ยว โดยกิจกรรมฯ จะจัดขึ้นในวันที่ 25 มีนาคม 2569 บนแพลตฟอร์ม Fastwork


สำหรับกิจกรรม “100 เดียวเที่ยวได้งาน” ถือเป็นกลไกการตลาดสำคัญ ที่เชื่อมโยงแนวคิด Workation เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนทำงานรุ่นใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่นและสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน ผ่านการเลือกโลเคชั่นใหม่ๆ ที่ช่วยเติมเต็มทั้งพลังใจและแรงบันดาลใจ โดยจะเปิดให้ให้นักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนทั้งหมด 2 ครั้ง

ซึ่งครั้งที่ 1 จะจัดขึ้นในวันที่ 25 มีนาคม 2569 ผ่านแพลตฟอร์ม Fastwork ในรูปแบบเว็บไซต์ www.fastwork.co โดยเป็นการร่วมมือในปีที่ 2 เพื่อเจาะกลุ่ม Digital nomad และ Remote worker ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายในการท่องเที่ยวรูปแบบ Workation และยังสามารถช่วยกระตุ้นการเดินทางในวันธรรมดา พร้อมเพิ่มการพักค้าง


กิจกรรม 100 เดียวเที่ยวได้งานครั้งที่ 1 นี้ ได้นำเสนอสินค้าด้านการท่องเที่ยวเที่ยวจากหลากหลายผู้ประกอบการ ครอบคลุมหลากหลายหมวดหมู่การท่องเที่ยว อาทิ โรงแรมที่พัก เช่น โรงแรมกีมาลา ศรีพันวา และอวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท ร้านอาหาร เช่น บัตรรับประทานอาหารในเครือเซ็นทรัลเรสเตอร์รองกรุ๊ป และเอ็มเค เรสโตรองต์ และกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว เช่น  เล็ทส์ รีแลกซ์ สปาและสวนน้ำโคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส เพื่อเป็นตัวเลือกให้นักท่องเที่ยว ทั้งเพิ่มโอกาสในการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการเดินทางมากขึ้น


นอกจากนี้ภายใต้โครงการยังมีการนำเสนอสิทธิพิเศษและส่วนลดต่าง ๆ จากสถานประกอบการชั้นนำทั่วไทย สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมและกดรับสิทธิพิเศษส่วนลดต่างๆ สามารถดูรายละเอียดกติกาและเงื่อนไขได้ที่เว็บไซต์ www.fastwork.co หรือ www.tourismthailand.org/workationthailand และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line Official Account: @workationthailan


ดูรายละเอียดได้ที่ www.tourismthailand.org/workationthailand หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ @workationthailand

#การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
#10BestWorkationInThailand #WorkationParadiseThroughoutThailandSeason4
#Fastwork

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Facebook Comments Box
‘ป๊อก-นนท์-เอิงเอย’ นำทีมจุดกระแสอ่าน “Read The Legend” ชวนทุกเจเนอเรชันย้อนตำนานความยิ่งใหญ่ ให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์สุดเทรนด์ได้ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติฯ วันที่ 26 มี.ค.-6 เม.ย. นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

‘ป๊อก-นนท์-เอิงเอย’ นำทีมจุดกระแสอ่าน “Read The Legend” ชวนทุกเจเนอเรชันย้อนตำนานความยิ่งใหญ่ ให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์สุดเทรนด์ได้ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติฯ วันที่ 26 มี.ค.-6 เม.ย. นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

0 0
Read Time:2 Minute, 9 Second

เรียกว่าเปิดเวทีอย่างยิ่งใหญ่และคึกคักสุด ๆ เมื่อ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT)  ประกาศความพร้อมจัดงาน “สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 54 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 24 (54th National Book Fair & Bangkok International Book Fair 2026)” อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้คอนเซปต์ “Read The Legend” ที่ชวนทุกเจเนอเรชันย้อนตำนานความยิ่งใหญ่ของโลกหนังสือ พร้อมอัปเลเวลการอ่านให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์สุดเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ เริ่ม 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


ไฮไลต์งานแถลงข่าวได้เหล่าคนดังมาร่วมปลุกพลังการอ่าน นำโดยนางเอกระดับตำนาน “ป๊อก-ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์” พร้อมด้วยนักแสดงรุ่นใหม่ “นนท์-ศดานนท์ ดุรงคเวโรจน์”, “เอิงเอย-ประภามณฑล เอี่ยมจันทร์” และ “น้องมินิ” เด็กหญิงจันทร์เก้า อุดมเพ็ญ นักกีฬาไทยอายุน้อยที่สุดที่คว้าเหรียญทองซีเกมส์ ครั้งที่ 33 มาร่วมแชร์มุมมองสุดอินสไปร์ จุดไฟให้นักอ่านรุ่นใหม่อยากหยิบหนังสือขึ้นมาอีกครั้ง

ปีนี้จัดเต็มกว่าทุกครั้ง ด้วยกองทัพหนังสือกว่า 10 ล้านเล่ม จาก 362 สำนักพิมพ์ บนพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร รวม 1,028 บูท ครบทั้งสายอ่าน สายสะสม และสายคอนเทนต์ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ครีเอเตอร์กว่า 200 คน ร่วมสร้างปรากฏการณ์ เชิญชวนคนมาร่วมงาน “กระทรวงว่าการนักอ่านมืออาชีพ” ดันการอ่านให้กลายเป็นไวรัลแห่งยุค

สายวายห้ามพลาดกับโซน Boy’s Love / Girl’s Love ที่มาแรงตามเทรนด์ ขณะที่สายกิจกรรมก็ฟินไม่แพ้กัน กับนิทรรศการและกิจกรรมกว่า 100 รายการ ทั้ง “Meet the Legends”, “Read The Legend : หนังสือต้องห้าม (ลืม)” และกิจกรรมสุดล้ำอีกมากมาย รวมถึงการกลับมาของ “คณะหุ่นเจ้าขุนทอง” ที่ชวนย้อนวันวานแบบอบอุ่นหัวใจ


อีกหนึ่งไฮไลต์คือ “Bangkok Rights Fair 2026” เวทีเจรจาลิขสิทธิ์ระดับนานาชาติ ที่คาดว่าจะสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจกว่า 90 ล้านบาท ตอกย้ำบทบาทไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมหนังสือของภูมิภาค

เตรียมปักหมุดแล้วไปอินกับโลกของ “ตำนาน” ที่ยังมีชีวิต ชวนทุกเจเนอเรชัน ย้อนตำนานความยิ่งใหญ่ของโลกหนังสือ พร้อมอัปเลเวลการอ่านให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์สุดเทรนด์ได้ในงานเดียว ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายน 2569 เวลา 10.00-21.00 น. ชั้น LG ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: Thai Book Fair

#BKKIBF2026
#งานหนังสือ69
#thaibookfair2026

https://youtu.be/3DORY53W5Uk?feature=shared

Happy
Happy
0 %
Sad
Sad
0 %
Excited
Excited
0 %
Sleepy
Sleepy
0 %
Angry
Angry
0 %
Surprise
Surprise
0 %
Facebook Comments Box