สัมผัสรสชาติความอร่อยสไตล์ญี่ปุ่น ณ ห้องอาหารญี่ปุ่นเอโดะ
ลิ้มรสอาหารญี่ปุ่นพรีเมียมราคาสบายกระเป๋า …
ลิ้มรสอาหารญี่ปุ่นพรีเมียมราคาสบายกระเป๋า …
8 กันยายน 2569 ณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ( …
8 กันยายน JOOX แพลตฟอร์มสตรีมมิงเพลงระดับนานาชาติภายใต้ Tencent Music Entertainment Group ประกาศอย่างเป็นทางการว่า JOOX TOP MUSIC NIGHT 2026 (JTMN) จะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้ธีม “Live in music” ในรูปแบบงานประกาศรางวัลออนไลน์ โดยมีแนวคิดที่จะนำเสียงเพลงที่อยู่ในทุกช่วงชีวิตกลับมาเฉลิมฉลองและยกย่องอีกครั้งผ่านเวทีแห่งนี้
ปีนี้ JTMN เตรียมมอบรางวัลหลากหลายกว่า 40 สาขา โดยอ้างอิงข้อมูลจริงจากแพลตฟอร์มในการพิจารณารางวัล พร้อมเชิญชวนแฟนเพลงจากทั่วโลกมาร่วมรับชมออนไลน์และเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองความสำเร็จตลอดปีของเหล่าศิลปินและคนทำงานดนตรีจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
นอกจากนี้ ตลอดการถ่ายทอดสดยังมีกิจกรรมอินเทอร์แอ็กทีฟหลากหลายรูปแบบ พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย เพื่อมอบประสบการณ์ความบันเทิงทางดนตรีบนโลกออนไลน์แบบเต็มอิ่มให้แฟนเพลงทั่วโลก
สิ่งที่น่าจับตามองคือ นอกเหนือจากรางวัลประเภทต่าง ๆ ที่พิจารณาจากข้อมูลบนแพลตฟอร์มแล้ว JTMN ในปีนี้ยังได้เพิ่มรางวัลยอดนิยมอีก 9 สาขา พร้อมเปิดช่องทางพิเศษให้แฟนเพลงได้ร่วมโหวตโดยเฉพาะ ครอบคลุมหลากหลายสาขา อาทิ ศิลปินยอดนิยมแห่งปี เพลงยอดนิยมแห่งปี และเพลงประกอบซีรีส์ยอดนิยมแห่งปี โดยครอบคลุมผลงานเพลงหลากหลายภาษา ทั้งภาษาไทย กวางตุ้ง K-POP และภาษาจีนกลาง ในจำนวนนี้ รางวัล “MOST POPULAR MANDARIN SONG OF THE YEAR (เพลงภาษาจีนยอดนิยมแห่งปี)” “MOST POPULAR K-POP SONG OF THE YEAR (เพลง K-POP ยอดนิยมแห่งปี)” จะเปิดให้แฟนเพลงร่วมโหวตผ่านแพลตฟอร์ม JOOX และ QQ Music ขณะที่รางวัล “STAR POWER × JTMN SPECIAL POWER SINGLE” จัดทำขึ้นโดยเชื่อมโยงกับ “STAR POWER” กิจกรรมจัดอันดับประจำเดือนที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง Billboard แบรนด์ดนตรีชื่อดังระดับโลก QQ Music และ JOOX นอกจากนี้ JTMN 2026 ยังมาพร้อมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง Artist Relay Live ที่เหล่าศิลปินจะปรากฏตัวแบบเซอร์ไพรส์ เพื่อร่วมพูดคุยและทำกิจกรรมกับแฟนเพลง โดยหลังจบการถ่ายทอดสดงานประกาศรางวัล ศิลปินที่คว้ารางวัลจะทยอยเข้ามาพบกับแฟนเพลงบน JOOX ตามช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์แบบเรียลไทม์ เชื่อมโยงความรักที่มีต่อกันผ่านเสียงเพลง และร่วมแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสำเร็จไปกับแฟนเพลงทั่วโลก
JTMN จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2017 ในฐานะมหกรรมดนตรีประจำปีครั้งสำคัญของ JOOX โดยใช้ชาร์ตเพลง JOOX TOP MUSIC CHART ในการจัดอันดับการฟังเพลงจากพฤติกรรมของผู้ใช้ JOOX เป็นหนึ่งในเกณฑ์สำคัญในการพิจารณารางวัล พร้อมรวบรวมข้อมูลในหลากหลายมิติ ทั้งยอดสตรีมเพลงตลอดปี ยอดดาวน์โหลด และยอดแชร์เพลง เพื่อยกย่องศิลปินและบุคลากรทางดนตรีที่มีผลงานโดดเด่นในอุตสาหกรรมดนตรีของไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา JTMN ได้เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในมหกรรมดนตรีที่ได้รับความนิยมจากแฟนเพลงในประเทศไทยและเอเชีย โดยในแต่ละปีที่ผ่านมา มีผู้ชมเข้าร่วมงานหลายหมื่นคน ซึ่งมากกว่าครึ่งเป็นผู้ชมจากต่างประเทศ พร้อมสร้างยอดปฏิสัมพันธ์บนโซเชียลมีเดียรวมหลายล้านครั้ง
JTMN ยังเคยเป็นเวทีแห่งความสำเร็จของศิลปินชื่อดังมากมาย อาทิ Three Man Down วงดนตรีชื่อดังจากประเทศไทยที่คว้ารางวัลศิลปินแห่งปี, LISA ศิลปินหญิงชื่อดังที่คว้ารางวัลเพลงเกาหลีแห่งปีจากเพลง MONEY, PP KRIT ที่ได้รับรางวัลศิลปินผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี และ KUN ศิลปินชาวจีนที่คว้ารางวัลศิลปินครบเครื่องแห่งปี ซึ่งความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนถึงคุณค่าและอิทธิพลของ JTMN ที่มีต่ออุตสาหกรรมดนตรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้เป็นอย่างดี
ทุกการฟังล้วนสะท้อนถึงความรักที่มีต่อเสียงเพลง และทุกคะแนนโหวตล้วนเป็นกำลังใจสำคัญที่แฟนเพลงมอบให้แก่ศิลปินและคนทำงานดนตรี งานประกาศรางวัลออนไลน์ JTMN 2026 กำลังจะเปิดฉากขึ้น โดยช่องทางโหวตสำหรับแฟนเพลงจะเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 กันยายน นี้ รางวัลกว่า 40 สาขากำลังรอการประกาศผล ปักหมุดวันที่ 28 ตุลาคม ไว้ แล้วมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาแห่งความสำเร็จทางดนตรีไปพร้อมกันบน JOOX
ฉายแสง แอด.เวนเจอร์ จัดงานกาล่าพรีเมียร์ภาพยน …
曼谷,2026年9月3日——中央实验室(泰国)有限公司(The Central Labor …
GUERLAIN (เกอร์แลง) แบรนด์ความงามระดับตำนานจากฝรั่งเศส จัดงานเปิดตัว L’HEURE BLEUE (เลอร์ เบลอ) น้ำหอมใหม่ล่าสุดที่ได้แรงบันดาลใจจาก BLUE HOUR หรือ “ชั่วโมงสีน้ำเงิน” ช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างกลางวันและกลางคืน เมื่อท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้ม โดยมี มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง Friend of Guerlain Thailand ร่วมสัมผัสน้ำหอมกลิ่นใหม่ พร้อมด้วยเหล่าดารา เซเลบริตี้ บิวตี้ครีเอเตอร์ และ Perfume Expert ชื่อดังที่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ อาภัสรา เลิศประเสริฐ, เฌอปัฐน์ กิตติพรวริษฐ์, เอวิตา ยุคล, อธิชนัน ศรีเสวก, กชกร ส่งแสงเติม, ภาณุพงศ์ ภัทรกุลทวี, นฤมาศ สงวนผลไพโรจน์, ชุติมา ทีปะนาถ, ชีรีน วิศิษฐฎากุล, ปุณิกา กุลสุนทรรัตน์, นันท์นภัส วงศ์โสภา และอีกมากมาย

ภายในงาน GUERLAIN เนรมิตพื้นที่บริเวณชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ในบรรยากาศของ BLUE HOUR ผ่านแสงและเฉดสีน้ำเงิน พร้อม Immersive Experience ที่เปิดโอกาสให้ทุกท่านได้สัมผัสแนวคิดเบื้องหลัง L’HEURE BLEUE และทำความรู้จักกับโครงสร้างกลิ่น ตั้งแต่ OZONIC ACCORD ที่ให้ความรู้สึกสดชื่น โปร่ง เย็น ไปจนถึงหัวใจสำคัญอย่าง IRIS TINCTURE เอกสิทธิ์ของ Maison Guerlain ซึ่งใช้เวลากว่า 3 ปีในการพัฒนา

วรรษา ตั้งนิมิตโชค ผู้บริหารแบรนด์ Guerlain กล่าวถึงการเปิดตัวครั้งนี้ ว่า “L’HEURE BLEUE เป็นน้ำหอมที่มีความพิเศษทั้งในเรื่องของแรงบันดาลใจและวัตถุดิบ เราอยากให้ทุกคนที่มาร่วมงานได้สัมผัสบรรยากาศของ BLUE HOUR จริงๆ ผ่านทั้ง แสง สี และ กลิ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่มีทั้งความสงบและความรู้สึกถึงความเป็นไปได้ สิ่งที่น่าสนใจมากสำหรับน้ำหอมกลิ่นนี้คือ IRIS TINCTURE ที่ Guerlain ใช้เวลากว่า 3 ปีในการพัฒนา เพื่อให้ไอริสมีมิติที่สดชื่น โปร่งเบา และสว่างขึ้น เป็นอีกครั้งที่เราได้นำความเชี่ยวชาญด้านน้ำหอมของ Guerlain มาพัฒนาสิ่งใหม่ๆ โดยยังคงเอกลักษณ์ของเมซงเอาไว้”

ด้าน มาย-ภาคภูมิ ร่มไทรทอง Friend of Guerlain Thailand เผยถึงความประทับใจหลังได้สัมผัส L’HEURE BLEUE ว่า “ผมชอบความรู้สึกของกลิ่นนี้ ตั้งแต่ตอนเปิดเลยครับ มีความสดชื่น โปร่ง และเย็น แล้วกลิ่นของ Iris จะค่อยๆ ชัดขึ้น มีความ Powdery แต่ในขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกโปร่งและสว่าง พออยู่บนผิวไปสักพัก กลิ่นจะเริ่มนุ่มและอบอุ่นขึ้น สำหรับผมเป็นกลิ่นที่มีทั้งความสงบ ความมั่นใจ และมีอะไรบางอย่างที่น่าค้นหา เหมือนบรรยากาศของ Blue Hour จริงๆ”
THE PERFUME OF AN EMOTION
L’HEURE BLEUE สร้างสรรค์โดย DELPHINE JELK (เดลฟีน เฌลค์) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ประจำแผนกน้ำหอม Guerlain ซึ่งนำความรู้สึกของ BLUE HOUR มาถ่ายทอดผ่าน “กลิ่นของท้องฟ้า” เริ่มต้นด้วย OZONIC ACCORD ที่มอบความสดชื่นราวสายลมเย็นและผืนฟ้าเปิดกว้าง ก่อนเผยหัวใจของ IRIS ผ่านสองมิติ ทั้ง IRIS BUTTER ที่ให้สัมผัสนุ่มเนียน และ IRIS TINCTURE ที่สดชื่นและโปร่งเบา ผสาน ORANGE BLOSSOM เติมความสว่าง ก่อนเข้าสู่ VANILLA TINCTURE และ AMBROXAN ที่เพิ่มความอบอุ่นและลุ่มลึกให้กับกลิ่น
หัวใจสำคัญของ L’HEURE BLEUE คือ IRIS TINCTURE ทิงเจอร์สกัดจากเหง้าไอริสเอกสิทธิ์ของ Maison Guerlain ซึ่ง Delphine Jelk ใช้เวลากว่า 3 ปีร่วมกับผู้เชี่ยวชาญของ Guerlain ในการพัฒนา จากเหง้าไอริสคุณภาพสูงที่คัดสรรจากอิตาลี ผ่านกระบวนการที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ ณ โรงงาน Orphin ของ Guerlain ผลลัพธ์คืออีกมิติของไอริสที่สดชื่น โปร่งเบา และสว่างยิ่งขึ้น พร้อมคงความประณีตของวัตถุดิบล้ำค่าที่ได้รับการขนานนามว่า “BLUE GOLD” แห่งโลกสุคนธกรรม
“อีกอย่างที่ผมชอบคือขวดครับ การไล่เฉดสีน้ำเงินจากฐานขึ้นไปสู่เนื้อแก้วใส ทำให้นึกถึงสีของท้องฟ้าในช่วง Blue Hour ยิ่งอยู่บนรูปทรง Inverted Heart ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Guerlain ก็ยิ่งสวย ผมรู้สึกเหมือนเราเก็บช่วงเวลาสั้นๆ ของท้องฟ้าที่ปกติผ่านไปเร็วมาก เอาไว้ในขวดน้ำหอมขวดนี้ครับ

A REVISITED JEWEL BOTTLE
L’HEURE BLEUE มาในขวดทรง INVERTED HEART หรือ ทรงหัวใจคว่ำ หนึ่งในดีไซน์ระดับไอคอนิกของ Maison Guerlain ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 114 ปีก่อน จากผลงานการออกแบบของ GEORGES CHEVALIER แห่ง Baccarat สำหรับ L’HEURE BLEUE ในปี 2026 ขวดได้รับการแต่งแต้มด้วยการไล่เฉดสีน้ำเงินจากฐานขึ้นสู่เนื้อแก้วใสด้านบน ราวกับเก็บสีของท้องฟ้าในช่วง BLUE HOUR เอาไว้ภายใน เสริมด้วยตัวอักษร L’HEURE BLEUE สีทอง เจียระไนบริเวณขอบและฐานที่สะท้อนประกาย พร้อมวงแหวนสีน้ำเงินเหนือคอขวดสีทอง

สัมผัสความหอมของน้ำหอม GUERLAIN L’HEURE BLEUE ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2026 ณ บูติกและเคาน์เตอร์ GUERLAIN ทุกสาขา L’HEURE BLEUE EAU DE PARFUM ขนาด 30 ml. ราคา 4,280 บาท, ขนาด 50 ml. ราคา 5,810 บาท และขนาด 100 ml. ราคา 8,400 บาท และ SCENTED SOAP ราคา 1,300 บาท สอบถามเพิ่มเติมที่ Line Official Account: @guerlainth หรือ โทร. 02-655-2549, 064-698-7893
#Guerlain #GuerlainPerfume #LHeureBleue #Blue #FragranceLover
บริษัท บีไชน์ นูทริชั่น พลัส จำกัด เปิดตัว “บ …
จากโลกพฤกษศาสตร์สู่งานปักและลายพิมพ์ดอกไม้ผ่า …
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) แถลงผลโครงการ “E-Com Restart Roadshow ฟื้นธุรกิจ สร้างโอกาส” หลังเดินหน้าลงพื้นที่จัดกิจกรรมใน 2 หัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ จังหวัดสงขลาและจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SME ให้พร้อมรับการแข่งขันในโลกการค้ายุคดิจิทัล ภายใต้แนวคิด Rethink–Rebuild–Reboost สามารถสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้ประกอบการกว่า 3,000 ราย และก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 662 ล้านบาท
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยถึงผลของโครงการ “E-Com Restart Roadshow ฟื้นธุรกิจ สร้างโอกาส” จังหวัดสงขลา และ จังหวัดเชียงใหม่ ว่า ความสำเร็จของโครงการในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของผู้ประกอบการไทยต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการค้า โดยเฉพาะการขยายตัวของธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านการตลาด การเข้าถึงผู้บริโภค การใช้ข้อมูล และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ E-Com Restart Roadshow จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมอบรมให้ความรู้ แต่เป็นการนำผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือ และโอกาสทางธุรกิจไปพบกับผู้ประกอบการถึงพื้นที่ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และสามารถนำความรู้ไปต่อยอดธุรกิจได้ทันที
การจัดกิจกรรมครั้งแรก ณ จังหวัดสงขลา ได้เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการในภาคใต้เข้าถึงองค์ความรู้ด้าน E-Commerce และการตลาดดิจิทัลอย่างใกล้ชิด พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ โดยมุ่งเน้นการ “Rethink” หรือปรับวิธีคิดทางธุรกิจ ให้ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสใหม่จากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และสามารถนำจุดแข็งของสินค้าและบริการในพื้นที่มาต่อยอดสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวยังช่วยสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ และแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านพื้นที่ และเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ รวมถึงต่อยอดสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต
ขณะที่การจัดกิจกรรม ณ จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจสินค้าไลฟ์สไตล์ อาหาร การท่องเที่ยว และสินค้าชุมชน ซึ่งต่างมองเห็นโอกาสในการใช้ช่องทางออนไลน์เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายตลาด กิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มความรู้ด้านการขายออนไลน์ แต่ยังช่วยให้ผู้ประกอบการได้ “Rebuild” หรือปรับโครงสร้างและกลยุทธ์ธุรกิจใหม่ ตั้งแต่การพัฒนาสินค้า การสร้างแบรนด์ การทำคอนเทนต์ การเข้าถึงลูกค้า ไปจนถึงการเลือกใช้แพลตฟอร์มและเครื่องมือดิจิทัลให้เหมาะสมกับธุรกิจ
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมยังได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้าน E-Commerce และการตลาดออนไลน์ ซึ่งช่วยเปิดมุมมองใหม่ในการนำเทคโนโลยี อาทิ Digital Marketing, E-Commerce Platform และ AI for Business มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสในการแข่งขัน รวมถึงเป็นการสร้างจุดเปลี่ยน ให้ผู้ประกอบการได้กลับมาทบทวนธุรกิจของตนเอง มองเห็นโอกาสใหม่ และเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่ขั้นตอนการต่อยอดและเร่งการเติบโต ซึ่งกรมฯ พร้อมผลักดันผู้ประกอบการที่มีศักยภาพให้สามารถนำความรู้ไปปฏิบัติจริง ทั้งการพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจ การทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ และการเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขาย
ผลจากการดำเนินงานตลอดโครงการ สามารถดึงผู้ประกอบการเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 3,000 ราย และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 662 ล้านบาท โดยผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนว่า การพัฒนาผู้ประกอบการให้พร้อมรับเศรษฐกิจยุคใหม่ จำเป็นต้องทำมากกว่าการให้ความรู้ แต่ต้องสร้างระบบสนับสนุนที่เชื่อมโยงตั้งแต่การปรับแนวคิด การพัฒนาธุรกิจ ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับตลาดจริง
ความสำเร็จของ E-Com Restart Roadshow ในครั้งนี้ คือการได้เห็นผู้ประกอบการเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด กล้าที่จะทดลองใช้เครื่องมือใหม่ และสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดธุรกิจของตนเอง ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถปรับตัว ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ และเปลี่ยนโอกาสจากโลกดิจิทัลให้กลายเป็นการเติบโตทางธุรกิจที่เกิดขึ้นได้จริง
“ความสำเร็จของโครงการเกิดจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม E-Commerce และผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจดิจิทัล ที่ร่วมกันสร้างโอกาสให้ SME ไทยสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และตลาดใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว”
สอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ที่ ส่วนส่งเสริมการใช้นวัตกรรมอิเล็กทรอนิกส์ กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร 02-547-5959 Call Center 1570 และเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th
#SuperDBD #กระทรวงพาณิชย์ #กระทรวงพาณิชย์
เตรียมหัวใจให้พร้อม! ไอคอนสยาม ชวนแฟนๆ และคอก …